วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม 2569

Login
Login

Asia-Pacific SDG 2026 ชี้เมืองเอเชียโตเร็ว เหลื่อมล้ำสูง อาศัยสลัมพุ่ง 700 ล้านคน

Asia-Pacific SDG 2026 ชี้เมืองเอเชียโตเร็ว เหลื่อมล้ำสูง อาศัยสลัมพุ่ง 700 ล้านคน

ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วจากกระแส การขยายตัวของเมือง (urbanization) ปัจจุบันภูมิภาคนี้มีประชากรเมืองมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก หรือกว่า 2.2 พันล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.2 พันล้านคนภายในปี พ.ศ. 2593

แม้การเติบโตของเมืองจะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาใหม่ ๆ แต่ Asia-Pacific SDG Partnership Report 2026 (รายงานการเป็นพันธมิตรเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี 2569) ชี้ให้เห็น ผลประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าวยังกระจายไม่ทั่วถึง

'กรุงเทพธุรกิจ' สรุปสาระสำคัญของรายงาน พบว่า ความเหลื่อมล้ำฝังลึกในหลายมิติ ตั้งแต่ประชาชนหลายร้อยล้านคนที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด แรงงานจำนวนมากที่ทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ ไปจนถึงผู้คนจำนวนมหาศาลที่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศในระดับที่เป็นอันตราย

รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภายใต้กรอบความร่วมมือ Asia-Pacific SDG Partnership เพื่อสะท้อนภาพความท้าทายของเมืองในภูมิภาค พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองให้ ครอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืน และผลักดันภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้ก้าวสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

Asia-Pacific SDG 2026 ชี้เมืองเอเชียโตเร็ว เหลื่อมล้ำสูง อาศัยสลัมพุ่ง 700 ล้านคน

3 มิติของความเหลื่อมล้ำ

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในเมืองที่ปรากฏชัดใน 3 ด้านที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่

  • การเข้าถึงที่อยู่อาศัยและบริการพื้นฐาน: แม้การเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำดื่มพื้นฐานจะขยายตัวจนเกือบครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่ความแตกต่างในการเข้าถึงเชื้อเพลิงสะอาดสำหรับการหุงต้ม การเชื่อมต่อดิจิทัล และระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยยังมีสูงมาก ปัจจุบันมีคนเกือบ 700 ล้านคนในภูมิภาคนี้ที่อาศัยอยู่ในสลัมหรือแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งคิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 ของประชากรสลัมทั่วโลก กลุ่มประชากรที่ “ล้าหลังที่สุด” เช่น ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้พิการ และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสอาศัยอยู่ในสลัมมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า
  • การจ้างงานนอกระบบในเมือง: แรงงานในเมืองมากกว่า 65% ยังคงทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมักเป็นงานที่ได้รับค่าตอบแทนต่ำและขาดสวัสดิการคุ้มครอง ความเหลื่อมล้ำนี้ส่งผลกระทบต่อผู้หญิง คนหนุ่มสาว และผู้สูงอายุมากที่สุด โดย 4 ใน 5 ของแรงงานกลุ่มที่อายุน้อยที่สุดและอายุมากที่สุดทำงานนอกระบบ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแม้จะสร้างโอกาสใหม่ ๆ เช่น งานบนแพลตฟอร์ม แต่แรงงานกลุ่มนี้ยังขาดอำนาจต่อรองและสวัสดิการทางสังคมที่เพียงพอ
  • ความน่าอยู่ของสิ่งแวดล้อม: ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน ประชากรกว่า 2.3 พันล้านคนในภูมิภาคนี้ต้องเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัยตามมาตรฐาน WHO โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ทำงานกลางแจ้งจะได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากนี้ พื้นที่สีเขียวในเมืองมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1990 เนื่องจากถูกนำไปใช้ในกิจกรรมที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่า

แนวทางแก้ไขและแนวปฏิบัติที่ดี

รายงานได้นำเสนอกรณีศึกษาและทางออกที่สามารถขยายผลได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเมือง ดังนี้

  • แนวทางที่ชุมชนเป็นผู้นำ: ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ โครงการบ้านมั่นคง ในประเทศไทย ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2003 โดยเน้นให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางในการวางแผนและปรับปรุงที่อยู่อาศัยของตนเองผ่านความช่วยเหลือด้านการเงินและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ อีกหนึ่งแนวทางคือ กระบวนการประชาชน (People’s Process) ของ UN-Habitat ที่เปลี่ยนบทบาทจากการควบคุมโดยภาครัฐมาเป็นการวางแผนโดยชุมชน ซึ่งนำไปใช้ได้ผลดีในบังกลาเทศและมองโกเลีย
  • การส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและครอบคลุม: หลายประเทศเริ่มออกมาตรการปกป้องแรงงานยุคใหม่ เช่น พระราชบัญญัติแรงงานแพลตฟอร์มของสิงคโปร์ (2025) ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมีสวัสดิการคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานและการออมเพื่อการเกษียณ ส่วนในประเทศไทยมีการออกกฎกระทรวงเพื่อขยายการคุ้มครองให้แก่ลูกจ้างทำงานบ้าน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ
  • การเพิ่มความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติด้วยโซลูชันธรรมชาติ: เมืองอย่างโคลอมโบในศรีลังกาได้เปลี่ยนมุมมองต่อพื้นที่ชุ่มน้ำในเมือง จากพื้นที่ไร้ประโยชน์มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการควบคุมน้ำท่วมและบำบัดน้ำเสีย

ปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญเพื่อการเปลี่ยนแปลง

รายงานระบุว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เมืองที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุน 4 ด้าน คือ

  1. การเงิน: เมืองต่าง ๆ ต้องการการลงทุนมหาศาลซึ่งลำพังงบประมาณรัฐไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีนวัตกรรมทางการเงิน เช่น พันธบัตรสีเขียว (Green Bonds) หรือพันธบัตรเทศบาลเพื่อดึงดูดเงินทุนภาคเอกชน รวมถึงการใช้โมเดลการเงินแบบผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน
  2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี: การใช้ Digital Twins เช่น ในสิงคโปร์และกรุงโซล ช่วยให้การวางแผนเมืองมีความแม่นยำและตอบโจทย์ภัยพิบัติได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่ให้เกิด “ช่องว่างดิจิทัล” ที่จะทอดทิ้งกลุ่มที่ขาดทักษะไว้เบื้องหลัง
  3. ธรรมาภิบาล: รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายเมืองแห่งชาติ ที่บูรณาการทุกมิติเข้าด้วยกัน และให้อำนาจทางการคลังแก่ท้องถิ่นมากขึ้น
  4. ความร่วมมือ: ความร่วมมือระหว่างเมือง เช่น เครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASCN) และการเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัย เป็นกุญแจสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และทรัพยากร

การขยายตัวของเมืองในเอเชียและแปซิฟิกอาจกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้ หากมีการวางแผนและจัดการอย่างมีเป้าหมาย รายงานเน้นย้ำว่าเมืองต้องเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมไปสู่การเป็นกลไกของการพัฒนาที่ครอบคลุม โดยต้องยึดหลักการ “ไม่ทอดทิ้งใครและไม่ทอดทิ้งสถานที่ใดไว้ข้างหลัง” ผ่านการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางและการลงทุนที่ยั่งยืน