ผลการศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เปิดเผยว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากการใช้แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่แม่นยำ ทั้งที่ระดับน้ำทะเลในปัจจุบันสูงกว่าที่เคยเข้าใจกันอย่างมาก ส่งผลให้ประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลกได้รับผลกระทบ
จากการวิเคราะห์พบว่า ระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยทั่วโลกสูงกว่าที่เคยเชื่อกันประมาณ 30 ซม. แต่ในบางภูมิภาคคาดเคลื่อนมากกว่านี้มาก เช่น ระดับน้ำทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโด-แปซิฟิก อาจสูงกว่าที่ประเมินไว้เดิมถึง 100-150 ซม. ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าอัตราการเพิ่มขึ้นเปลี่ยนไป แต่หมายถึงระดับน้ำที่เป็น “ตัวตั้งต้น” ในปัจจุบันนั้นสูงกว่าที่คิดไว้มาก
ทีมนักวิจัยทำการตรวจสอบเอกสารทางวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 385 ฉบับ ที่เผยแพร่ระหว่างปี 2009-2025 พบว่า มากกว่า 90% ของการศึกษาเหล่านี้ไม่ได้ใช้การวัดระดับน้ำทะเลในท้องถิ่นโดยตรง แต่กลับพึ่งพาการคำนวณจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงต่อพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกคลาดเคลื่อนไปอย่างเป็นระบบ
ความคลาดเคลื่อนในแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์
ปัญหาหลักที่ทำให้การประเมินผิดพลาดมาจาก การพึ่งพา “แบบจำลองจีออยด์” (Geoid models) มากจนเกินไป ทั้งที่แบบจำลองนี้เป็นการประมาณการระดับน้ำทะเลทั่วโลก โดยอิงจากแรงโน้มถ่วงและการหมุนของโลกเท่านั้น ซึ่งแบบจำลองนี้มักถูกนำมาใช้เป็นจุดอ้างอิงสำหรับระดับความสูงของพื้นดินและน้ำทะเล เนื่องจากความซับซ้อนในการวัดระดับน้ำที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่แบบจำลองจีออยด์มีข้อจำกัดสำคัญคือไม่ได้รวมปัจจัยทางกายภาพที่เกิดขึ้นจริงในมหาสมุทร
ดร.ฟิลิป มินเดอร์ฮูด จากมหาวิทยาลัยวาเกนิงเกน อธิบายว่าในความเป็นจริง ระดับน้ำทะเลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยพลวัตอื่น ๆ เช่น กระแสน้ำในมหาสมุทร ลม อุณหภูมิของน้ำทะเล และความเค็ม ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ระดับน้ำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นการไม่นำปัจจัยเหล่านี้มาใช้ด้วย จึงทำให้แบบจำลองประเมินระดับน้ำทะเลต่ำกว่าความเป็นจริงโดยเฉลี่ย 24-27 ซม. และในบางพื้นที่อาจคลาดเคลื่อนได้ถึงหลายเมตร
ความคลาดเคลื่อนนี้ถือเป็น “จุดบอดระหว่างสหวิทยาการ” (interdisciplinary blind spot) เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ในแต่ละสาขาอาจไม่ได้สื่อสารข้อมูลกันอย่างครบถ้วน ส่งผลให้รายงานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญอย่างของ IPCC อาจอ้างอิงข้อมูลที่ไม่แม่นยำเหล่านี้
การใช้ค่าอ้างอิงจากแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว โดยไม่รวมข้อมูลดาวเทียมที่วัดความสูงของผิวน้ำจริง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การคำนวณพื้นฐานผิดพลาดมานานหลายทศวรรษ
ผลกระทบจากการประเมินคลาดเคลื่อน
เมื่อคำนวณระดับน้ำทะเลผิดพลาด ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงภัย ที่ใช้กำหนดนโยบายการอยู่อาศัยและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม เมื่อระดับน้ำทะเลจริงสูงกว่าในแผนที่ ข้อมูลที่รัฐบาลใช้วางแผนสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือระบบระบายน้ำจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นอาจเผชิญกับภัยคุกคามเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
นอกจากนี้ การประเมินที่ต่ำเกินไปทำให้ชุมชนชายฝั่งไม่รู้ว่าตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย ดร.มินเดอร์ฮูด ย้ำว่าหากระดับน้ำทะเลในความเป็นจริงสูงกว่าที่เคยสมมติไว้ ทั่วโลกจะได้เจอกับระดับน้ำที่สูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด หมายความว่ามนุษย์จะมีเวลาเตรียมตัวรับมือน้อยลง ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ที่เคยคิดว่าปลอดภัยอาจกำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมหนุนหรือน้ำทะเลรุกคืบอยู่แล้วในตอนนี้
ในแง่ของเศรษฐกิจ ความผิดพลาดนี้ส่งผลต่อการประเมินของบริษัทประกันภัยและการลงทุนในพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจโลก เฉพาะในสหรัฐ พื้นที่เขตชายฝั่งสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ถึงหนึ่งในสามของประเทศ เมื่อข้อมูลพื้นฐานผิดพลาด การประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในอนาคตจากเหตุการณ์พายุหนุนหรือระดับน้ำทะเลหนุนสูงจึงต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างน่าตกใจ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เผชิญกับความคลาดเคลื่อนที่สูงที่สุดเนื่องจากพลวัตของมหาสมุทรที่ซับซ้อนกว่าภูมิภาคอื่น การศึกษาพบว่า ประเทศอย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ระดับน้ำทะเลมากกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกเคยประเมินไว้ และในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แม่นยำ ยิ่งทำให้การเตรียมรับมือกับภัยพิบัติเป็นไปได้ยาก
ดร.มินเดอร์ฮูด เริ่มสังเกตเห็นความผิดปรกตินี้ขณะทำวิจัยเรื่องการทรุดตัวของแผ่นดินใน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ของเวียดนาม ซเขาพบว่าระดับน้ำจริงสูงกว่าที่ปรากฏในแผนที่อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดีของเมียนมา เมื่อไม่มีแผนที่พื้นที่ลุ่มต่ำที่แม่นยำ จะไม่สามารถคาดได้ว่าน้ำจะท่วมถึงจุดใดในช่วงมรสุม แสดงให้เห็นว่าประชาชนในภูมิภาคนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการระบุอย่างถูกต้อง
ผลการวิจัยชี้ว่า หากระดับน้ำทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ถึง 1.5 เมตร ประชากรจำนวนมหาศาลจะต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ทำกินและที่อยู่อาศัย เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งเกษตรกรรมสำคัญและมีประชากรหนาแน่น
แบบจำลองที่ผิดพลาด จึงกลายเป็นเรื่องของความเป็นความตายสำหรับคนหลายล้านคน ภูมิภาคนี้จึงต้องการการประเมินข้อมูลพื้นฐานใหม่โดยใช้การวัดจริงในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน
ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจริง
การคำนวณใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร พบว่า จะมีพื้นที่ชายฝั่งจมอยู่ใต้น้ำเพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับการประเมินเดิม ส่งผลให้มีประชากรโลกเพิ่มขึ้นอีกราว 132 ล้านคน ต้องเผชิญกับภัยคุกคามโดยตรงจากน้ำท่วมถาวร ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษยชาติกำลังประเมินภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศต่ำไปอย่างเป็นระบบ
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ยังทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและการปนเปื้อนของน้ำเค็มในแหล่งน้ำจืดอีกด้วย เมื่อระดับน้ำทะเลเริ่มต้นสูงขึ้น แรงหนุนจากพายุ (Storm surges) จะสามารถซัดเข้าหาฝั่งได้ลึกขึ้นและรุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้าง ชุมชนบนเกาะขนาดเล็กในแปซิฟิกอาจต้องเผชิญกับการสูญเสียดินแดนทั้งหมดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เพียงไม่กี่ทศวรรษ
นอกจากนี้ ข้อมูลเริ่มต้นคลาดเคลื่อนไปเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วม เช่น กำแพงกั้นน้ำหรือระบบป้องกันภัย อาจจะไร้ประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับระดับน้ำจริงที่สูงกว่าข้อกำหนดในการออกแบบ นั่นเท่ากับว่างบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์จะจมหายไปกับน้ำ
โจนาธาน แบมเบอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ธารน้ำแข็งบริสตอล ยอมรับว่า เขารู้สึกประหลาดใจอย่างแท้จริงกับความกว้างของช่องว่างระหว่างแบบจำลองกับความเป็นจริง พร้อมย้ำว่าความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับระดับน้ำทะเลในปัจจุบันจะมีผลกระทบสำคัญอย่างยิ่งต่อจำนวนประชากรที่จะได้รับความเดือดร้อนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม โรเบิร์ต คอปป์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ให้มุมมองเพิ่มเติมว่าแม้จะเป็นประเด็นทางเทคนิคที่สำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่ในระดับท้องถิ่น ประชาชนมักรับรู้ระดับน้ำที่แท้จริงจากการเผชิญกับน้ำท่วมบ่อยครั้งอยู่แล้ว เขาเน้นย้ำว่าความเสี่ยงในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการตอบสนองของมนุษย์ เช่น การย้ายถิ่นฐานหรือการสร้างแนวป้องกัน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุดเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ
ที่มา: CNN, The Guardian, The New York Times, Vox





