วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

เตือนฤดูร้อน 2569 ร้อนแตะ 43 องศาฯ ฝนน้อย 40% เสี่ยงวูบกลางแดด–ไฟไหม้ลุกลาม

เตือนฤดูร้อน 2569 ร้อนแตะ 43 องศาฯ ฝนน้อย 40% เสี่ยงวูบกลางแดด–ไฟไหม้ลุกลาม

ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ฤดูร้อนที่อาจรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี "ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ที่ประเมินว่า ฤดูร้อนปี 2569 มีแนวโน้มร้อนกว่าปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ บางจังหวัดทางภาคเหนืออาจเผชิญอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส และอาจแตะ 43 องศาฯ ในเดือนเมษายน ขณะที่ปริมาณฝนคาดว่าจะลดลงจากค่าปกติถึง 30–40%

ความร้อนครั้งนี้เป็นผลสะสมจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ปัจจัยแรกคือการกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจส่งผลเต็มรูปแบบต่อประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เอลนีโญมักนำมาซึ่งสภาพอากาศแห้งแล้งและร้อนกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน ภาวะ Global Warming ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจากการสะสมก๊าซเรือนกระจก ทำให้คลื่นความร้อนมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นในอดีต อีกทั้งอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกที่สูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังเร่งให้เกิดการสะสมความร้อนบนแผ่นดิน เมื่อผสานกับความชื้นในอากาศ จึงยิ่งทำให้ “ดัชนีความร้อน” หรือ Heat Index พุ่งขึ้นสู่ระดับอันตราย

"ดร.สนธิ" อธิบายว่า อุณหภูมิที่เรามองเห็นบนหน้าจออาจไม่ใช่ตัวเลขที่สะท้อนความเสี่ยงทั้งหมด หากอากาศวัดได้ 38 องศาเซลเซียส แต่มีความชื้นสัมพัทธ์ 60% ความรู้สึกร้อนอาจพุ่งสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ในระดับดังกล่าว ระบบระบายความร้อนของร่างกายจะเริ่มล้มเหลว ผู้ที่ต้องเดินกลางแจ้งหรือทำงานกลางแดดอาจมีอาการตัวร้อนจัด หน้ามืด สับสน ชัก หมดสติ และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว

พื้นที่ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง และตาก ซึ่งมีแนวโน้มอุณหภูมิสูงเกิน 42 องศาฯ ในช่วงเมษายน และหากแนวโน้มโลกร้อนยังดำเนินต่อไป ปี 2570 อาจมีความเสี่ยงทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของความร้อนจัดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสุขภาพของประชาชน หากยังเชื่อมโยงไปถึงความเสี่ยงด้านอัคคีภัยอย่างมีนัยสำคัญ แม้อากาศร้อนเกือบ 40 องศาจะไม่ได้ “จุดไฟ” โดยตรง แต่เป็นตัวสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิดและการลุกลามของเพลิง ความร้อนสูงทำให้น้ำในดินและพืชพรรณระเหยอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ พุ่มไม้ และเศษใบไม้แห้งกรอบ กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่พร้อมติดไฟจากประกายเพียงเล็กน้อย ฤดูไฟป่าจึงมีแนวโน้มเริ่มเร็วขึ้นและยาวนานขึ้นกว่าที่เคย

ในเขตเมือง ความร้อนจัดยังเพิ่มความเสี่ยงไฟไหม้ในอาคารบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมที่ทำงานต่อเนื่องยาวนานอาจเกิดความร้อนสะสมจนลัดวงจร อุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม หากวางตากแดดจัดอาจบวม ระเบิด และลุกไหม้ได้ แม้แต่แสงแดดที่ส่องผ่านกระจก แจกันแก้ว หรือกระจกเงา ก็อาจหักเหรวมแสงจนเกิดความร้อนสูงพอจุดติดวัสดุใกล้เคียง

ภาคอุตสาหกรรมก็ไม่อาจวางใจ อุณหภูมิแวดล้อมที่สูงทำให้วัสดุต่าง ๆ เข้าใกล้จุดวาบไฟมากขึ้น เพียงประกายไฟเล็กน้อยก็อาจจุดติดได้ง่ายกว่าปกติ ความร้อนยังเร่งการระเหยของสารไวไฟ ทำให้ไอระเหยสะสมในอากาศ หากระบบระบายอากาศไม่เพียงพอ ความเสี่ยงต่อการระเบิดจะยิ่งเพิ่มสูง นอกจากนี้ พนักงานที่ทำงานภายใต้สภาวะ Heat Stress มักมีสมาธิลดลง ตัดสินใจผิดพลาด หรือมองข้ามขั้นตอนความปลอดภัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดอุบัติภัย

อีกจุดที่ถูกมองข้ามแต่มีความเสี่ยงสูงคือบ่อขยะ ความร้อนจัดเร่งกระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำให้เกิดการสะสมความร้อนและปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งติดไฟง่าย หากก๊าซรั่วผ่านดินที่แห้งแตกระแหงและพบประกายไฟ ก็อาจเกิดการลุกไหม้หรือระเบิดได้เอง ขยะที่แห้งจัด โดยเฉพาะกระดาษและพลาสติก เมื่อมีความชื้นต่ำมากและอุณหภูมิพื้นผิวสูง อาจเกิดการคุและลุกไหม้ได้โดยไม่ต้องมีเชื้อไฟจากภายนอก

ความร้อนที่กำลังจะมาถึงมีมิติที่ลึกกว่าอุณหภูมิบนเทอร์โมมิเตอร์ ทั้งด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานของสังคม หากทุกภาคส่วนไม่เร่งปรับตัวและเตรียมรับมือ “อากาศร้อน” อาจกลายเป็นชนวนของวิกฤติที่รุนแรงกว่าที่คาดคิด