วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เพนกวินจักรพรรดิ’ เสี่ยงสูญพันธุ์กว่าเดิม แผ่นน้ำแข็งละลายหมด ไม่มีที่อยู่ช่วงผลัดขน

‘เพนกวินจักรพรรดิ’ เสี่ยงสูญพันธุ์กว่าเดิม แผ่นน้ำแข็งละลายหมด ไม่มีที่อยู่ช่วงผลัดขน

เพนกวินจักรพรรดิ” เสี่ยงสูญพันธุ์จากการผลัดขนประจำปี เนื่องจากในช่วงนี้ร่างกายของพวกมันจะไม่สามารถกันน้ำได้ชั่วคราว จำเป็นต้องอยู่บนบก หากแผ่นน้ำแข็งเกิดละลายหรือแตกตัวเร็วเกินไปก่อนที่กระบวนการนี้จะเสร็จสิ้น พวกมันก็จะไม่มีพื้นที่ปลอดภัย ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายทันที

“เพนกวินจักรพรรดิ” จะผลัดขนสลัดขนเก่าที่เสื่อมสภาพทิ้งทุกปี เพื่อทดแทนด้วยขนใหม่ที่ช่วยในการกันน้ำและเป็นฉนวนกันความร้อน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเสี่ยงตายที่สุดของพวกมัน เพราะในตอนนี้พวกมันจะไม่สามารถลงน้ำได้ ต้องอาศัยอยู่บนแผ่นน้ำแข็งเท่านั้น แต่ในตอนนี้แผ่นน้ำแข็งกลับละลายอย่างรวดเร็ว แพนกวินเหล่านี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายมากกว่าเดิม

นักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการผลัดขนนี้ว่า “การผลัดขนหายนะ” (Catastrophic moult) จะกินเวลาประมาณ 30-40 วัน ในช่วงเวลานี้ พวกมันไม่สามารถลงน้ำไปหาอาหารได้ เพราะไม่มีขนกันน้ำ จำเป็นต้องอาศัยพลังงานจากไขมันที่สะสมไว้เท่านั้น ซึ่งทำให้มวลร่างกายลดลงไปได้มากถึง 50%

ในระหว่างที่กำลังผลัดขน ฝูงเพนกวินจักรพรรดิจะอาศัยอยู่บน “น้ำแข็งทะเลรัดรอบ” (Fast ice) แผ่นน้ำแข็งตามแนวชายฝั่ง แต่จากการศึกษาภาพถ่ายดาวเทียมโดยคณะสำรวจทวีปแอนตาร์กติกาของสหราชอาณาจักร (British Antarctic Survey) หรือ BAS พบว่า พื้นที่ปลอดภัยเหล่านี้กำลังหายไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ภาพถ่ายดาวเทียมสามารถจับภาพรอยเปื้อนสีน้ำตาล ตามแนวชายฝั่งของดินแดนแมรี เบิร์ด แลนด์ (Marie Byrd Land) ซึ่งแท้จริงแล้วคือ กองขนมหาศาลที่เพนกวินทิ้งไว้ระหว่างการผลัดขน ถือเป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์รู้ได้ว่าฝูงเพนกวินอยู่ที่ไหนในช่วงที่พวกมันผลัดขน ซึ่งเป็นช่วงที่เปราะบางที่สุดของพวกมัน

แมรี เบิร์ด แลนด์ เป็นพื้นที่ลี้ภัยที่สำคัญยิ่ง ในอดีตเคยเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่มีน้ำแข็งยึดชายฝั่งตลอดทั้งปี เพนกวินจักรพรรดิจากทะเลรอสส์ ซึ่งมีจำนวนมากถึง 40% ของประชากรเพนกวินทั้งหมด ต้องเดินทางไกลกว่า 1,000 กม. เพื่อมาใช้พื้นที่แห่งนี้ในการผลัดขนให้ปลอดภัย แต่ในตอนนี้สถานการณ์กำลังแย่ลงเรื่อย ๆ

ดร.ปีเตอร์ เฟรตเวลล์ ผู้เชี่ยวชาญจาก BAS อธิบายว่าสถานที่ที่เคยเป็นสวรรค์ของเพนกวินกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ข้อมูลดาวเทียมย้อนหลัง 7 ปีชี้ให้เห็นว่า เมื่อน้ำแข็งลดน้อยลง เพนกวินจะถูกบีบให้ต้องมาอยู่รวมกันในพื้นที่ที่เล็กลงและแออัดมากขึ้น

ในช่วงปี 2022-2024 ระดับน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาได้ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ศึกษาอย่างมหาศาล พื้นที่น้ำแข็งในภูมิภาคนี้ลดลงจากค่าเฉลี่ย 50 ปีที่ประมาณ 500,000 ตร.กม. เหลือเพียง 100,000 ตร.กม.ในปี 2023 โดยมีน้ำแข็งยึดชายฝั่งเหลือเพียง 2,000 ตร.กม.เท่านั้น

เมื่อน้ำแข็งแตกตัวก่อนกำหนด เพนกวินที่ยังผลัดขนไม่เสร็จจะเผชิญกับ “ภาวะตัวเย็นกว่าปรกติ” (Hypothermia) และความเหนื่อยล้าจากการที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลเพื่อรักษาความอบอุ่น นอกจากนี้ การที่พวกมันเคลื่อนไหวได้ช้าและร่างกายไม่อำนวยยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าในทะเลอีกด้วย

ผลกระทบจากการที่น้ำแข็งละลาย เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจน ในปี 2025 ซึ่งพบกลุ่มเพนกวินเหลือเพียง 25 กลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น นี่ถือเป็นความลดลงที่น่าใจหาย เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปี 2022 ที่เคยตรวจพบกลุ่มเพนกวินมากกว่า 100 กลุ่มในบริเวณเดียวกัน

ดร.เฟรตเวลล์ แสดงความกังวลว่า เพนกวินจำนวนมากอาจเสียชีวิตหลังจากต้องเผชิญกับน้ำแข็งที่แตกตัวในช่วงปีที่ผ่านมา แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าบางส่วนอาจย้ายไปหาพื้นที่ผลัดขนแห่งใหม่ในแอนตาร์กติกาตะวันออก แต่การย้ายถิ่นฐานแบบกะทันหันเช่นนี้ย่อมส่งผลเสียต่อประชากร

เพนกวินจักรพรรดิสามารถมีอายุขัยได้ถึง 20 ปี แต่อัตราการขยายพันธุ์ค่อนข้างช้า การตายของตัวเต็มวัยจึงส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าความล้มเหลวในการผสมพันธุ์เสียอีก หากเพนกวินตัวเต็มวัยที่สามารถแพร่พันธุ์ได้ล้มตายลงเป็นจำนวนมาก จะทำให้อนาคตของสายพันธุ์นี้ตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่ยากจะฟื้นฟู

นอกจากนี้ เพนกวินจักรพรรดิยังทำหน้าที่เป็น สิ่งมีชีวิตบ่งชี้ (Indicator species) ที่บ่งบอกถึงสุขภาพของระบบนิเวศแอนตาร์กติกโดยรวม ความล้มเหลวในการอยู่รอดของพวกมันอาจสะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ ตั้งแต่คริลล์ไปจนถึงวาฬ

นักวิทยาศาสตร์พบว่า เพนกวินบางกลุ่มเริ่มพยายามปรับตัวโดยการไปผลัดขนบนชั้นน้ำแข็งตื้น ๆ แทนที่จะเป็นน้ำแข็งทะเลรัดรอบ แต่การปรับตัวนี้อาจมีราคาที่ต้องจ่ายสูง โดยอาจส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการหาอาหารและรูปแบบการผสมพันธุ์ของพวกมันในระยะยาว

ดร.เฟรตเวลล์ ยอมรับว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจเป็นการส่วนตัว เนื่องจากเห็นถึงความรวดเร็วของการสูญเสีย ข้อมูลที่ได้พบทำให้เขาต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ระยะเวลาที่เพนกวินจะสูญพันธุ์นั้นอาจเลื่อนเข้ามาใกล้เราเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้หรือไม่

หากการลดลงของน้ำแข็งในทะเลยังคงเป็นไปตามแนวโน้มนี้ ประชากรเพนกวินจักรพรรดิส่วนใหญ่อาจหายไปภายในปี 2100 ความพยายามในการติดตามประชากรในทะเลรอสส์หลังจากนี้ จะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยยืนยันจำนวนการตายที่แท้จริง

ความเข้าใจเรื่องพื้นที่ผลัดขนที่เพิ่งถูกค้นพบนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดังชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งจากขั้วโลก โลกกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ทำให้สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของแอนตาร์กติกาไม่สามารถใช้ชีวิตตามวัฏจักรธรรมชาติได้อีกต่อไป

หากไม่มีการดำเนินการเพื่อยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอย่างจริงจัง ชะตากรรมของเพนกวินจักรพรรดิอาจจบลงเร็วกว่าที่เราคิด การหายไปของแผ่นน้ำแข็งในช่วงผลัดขนอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตัดสินว่าสายพันธุ์นี้จะยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ต่อไปได้หรือไม่

ที่มา: BASBBCOceanographic Magazine