วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อไฟสงครามเผาผลาญ "ระบบนิเวศ" มากกว่าเลือดและคราบน้ำตา

เมื่อไฟสงครามเผาผลาญ "ระบบนิเวศ" มากกว่าเลือดและคราบน้ำตา

ท่ามกลางเสียงไซเรนเตือนภัยและภาพความสูญเสียในสมรภูมิรบ มีวิกฤติการณ์เงียบที่กำลังก่อตัวขึ้นและจะคงอยู่ไปอีกนานนับศตวรรษ นั่นคือการล่มสลายของระบบนิเวศ รายงานจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมระดับโลกชี้ชัดว่า สงครามในศตวรรษที่ 21 กำลังเปลี่ยนสภาพดิน น้ำ และอากาศ ให้กลายเป็นยาพิษ พร้อมคำถามสำคัญ เราจะกู้คืนโลกได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพคือผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่ "ล่องหน" จากข้อตกลงภูมิอากาศโลก

ในขณะที่ประชาคมโลกพยายามผลักดันนโยบาย Net Zero เพื่อยับยั้งวิกฤติโลกร้อน แต่ภาพความขัดแย้งทางทหารที่ขยายตัวในหลายภูมิภาคทั่วโลกกลับกลายเป็น "ตัวเร่ง" ที่ทำให้ความพยายามเหล่านั้นสูญเปล่า ข้อมูลล่าสุดจากปี 2025 และต้นปี 2026 เผยให้เห็นว่า ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากสงครามนั้นรุนแรงและซับซ้อนกว่าที่เคยมีการบันทึกไว้

ยุทธวิธี "เผาผลาญโลก" การปล่อยคาร์บอนมหาศาลจากกองทัพ

งานวิจัยจาก Conflict and Environment Observatory (CEOBS) และมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่งระบุว่า กิจกรรมทางทหารทั่วโลกมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 5.5% ของการปล่อยทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) การรายงานการปล่อยก๊าซจากกองทัพยังคงเป็นเรื่อง "สมัครใจ" ทำให้ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก

  • ห่วงโซ่อุปทานอาวุธ: ตั้งแต่การขุดเจาะแร่ธาตุมาผลิตรถถัง ไปจนถึงการทดสอบขีปนาวุธ ทุกขั้นตอนใช้พลังงานมหาศาล รายงาน "The Climate Costs of War 2024" ระบุว่าเชื้อเพลิงเจ็ทที่ใช้ในเครื่องบินขับไล่เพียงหนึ่งลำ ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่ารถยนต์ทั่วไปใช้ตลอดทั้งปีหลายเท่าตัว
  • การฟื้นฟูหลังสงคราม: ความพินาศของเมืองต่างๆ เช่น ในยูเครนและฉนวนกาซา ไม่ได้จบลงที่การหยุดยิง แต่การรื้อถอนและก่อสร้างเมืองใหม่ (Post-war reconstruction) คาดว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ตัวอย่างเช่น การสร้างอาคารใหม่ในยูเครนอาจต้องใช้ปูนซีเมนต์และเหล็กกล้าที่ก่อให้เกิดคาร์บอนสูงถึง 50-70 ล้านตัน

มรดกพิษในดินและน้ำ "ระเบิดเวลา" ใต้ฝ่าเท้า

อาวุธสมัยใหม่ไม่ได้มีเพียงแรงระเบิด แต่ยังมีส่วนประกอบทางเคมีที่ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของโลกในระยะยาว

  • สารเคมีอันตราย: วัตถุระเบิดอย่าง TNT และ RDX มีคุณสมบัติเป็นพิษและก่อมะเร็ง เมื่อระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์หรือถูกทิ้งไว้ สารเหล่านี้จะซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน ในพื้นที่สู้รบของยูเครนตะวันออก พบว่าความเข้มข้นของโลหะหนัก (Heavy Metals) เช่น ตะกั่วและแคดเมียม พุ่งสูงขึ้นเกินระดับปลอดภัยถึง 10-15 เท่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหาร
  • ขยะอันตรายและแร่ใยหิน: ในฉนวนกาซา เศษซากอาคารกว่า 60 ล้านตัน ปะปนไปด้วยแร่ใยหินที่เป็นพิษต่อปอด และสารเคมีจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการขยะเหล่านี้ต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล ซึ่งหากจัดการไม่ถูกวิธีจะกลายเป็นมลพิษทางอากาศที่ประชากรต้องสูดดมไปอีกหลายทศวรรษ

การทำลายระบบนิเวศในฐานะ "เป้าหมายทางทหาร"

ยุทธวิธีในสงครามหลายครั้งมุ่งเน้นไปที่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม

  • การทำลายเขื่อนและแหล่งน้ำ: เหตุการณ์การทำลายเขื่อน Kakhovka ในยูเครน (2023) ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ พื้นที่เกษตรกรรมนับแสนไร่กลายเป็นดินเสีย และเกิดการปนเปื้อนของน้ำมันหล่อลื่นและสารเคมีลงสู่ทะเลดำ
  • การตัดไม้ทำลายป่า: สงครามบีบบังคับให้ผู้ลี้ภัยและกองทัพต้องใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิงและสร้างป้อมปราการ ในเมียนมาและบางส่วนของแอฟริกา พื้นที่ป่าสงวนถูกบุกรุกอย่างหนักในช่วงที่มีความขัดแย้ง ส่งผลให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัยและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำ

ดินที่ปนเปื้อนและระบบชลประทานที่ถูกทำลายส่งผลให้ "ตะกร้าอาหารของโลก" สั่นคลอน

  1. ดินอัดแน่น: การเคลื่อนที่ของรถถังและยานเกราะหนักทำให้ดินสูญเสียโครงสร้าง (Soil Compaction) น้ำไม่สามารถซึมผ่านได้ พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ แม้สงครามจะจบลงเกษตรกรก็อาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูดินนานกว่า 10 ปี
  2. น้ำเสียและโรคระบาด: การทำลายโรงบำบัดน้ำเสียในพื้นที่สู้รบ ทำให้น้ำเสียไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง เพิ่มความเสี่ยงของโรคอหิวาตกโรคและทำลายระบบนิเวศทางน้ำ

ทางออกที่ริบหรี่แต่จำเป็น

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) เสนอว่า ประชาคมโลกต้องบรรจุ "ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม" เข้าไปในกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะอาชญากรรมสงคราม และบีบให้กองทัพทั่วโลกเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างโปร่งใส

"เราไม่อาจแก้ไขวิกฤตภูมิอากาศได้ ตราบใดที่โลกยังคงอนุญาตให้สงครามเป็น 'เขตยกเว้น' ของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม"  ผู้อำนวยการกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมสากลกล่าว

ที่มา : Military Carbon FootprintUNEP , Nature Journal