วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ทะเลภูเก็ตวิกฤติ เรือจม น้ำมันไหลเข้าหาด คุมยาก เสี่ยงทรัพยากร–ท่องเที่ยว

ทะเลภูเก็ตวิกฤติ เรือจม น้ำมันไหลเข้าหาด คุมยาก เสี่ยงทรัพยากร–ท่องเที่ยว

จากกรณีเรือ SEALLOYD ARC อับปางเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้คราบน้ำมันบางส่วนถูกกระแสลมและคลื่นพัดเข้าสู่ชายฝั่งเกาะราชาใหญ่อย่างต่อเนื่อง สร้างความกังวลต่อระบบนิเวศทางทะเล แหล่งท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต ขณะที่หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินมาตรการป้องกันและเก็บกู้คราบน้ำมัน แต่การอุดจุดรั่วไหลยังทำได้จำกัด เนื่องจากเรือจมอยู่ในระดับความลึกประมาณ 60 เมตรและมีโครงสร้างซับซ้อน

รัฐบาลห่วงทรัพยากรทางทะเล สั่งติดตามใกล้ชิด

"สุชาติ ชมกลิ่น" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเร่งตรวจสอบสถานการณ์ พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันและติดตามผลกระทบต่อแนวปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายากอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสียหายระยะยาวต่อทรัพยากรธรรมชาติและการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต

ด้าน "ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้สั่งการให้กองป้องกัน ปราบปราม และบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุก โดยบริเวณอ่าวปะตก (อ่าวพลับพลา) พบก้อนน้ำมันกระจายตัวเป็นระยะทางประมาณ 195 เมตร กว้างราว 2 เมตร และบริเวณอ่าวสยามพบก้อนน้ำมันกระจายตัวเป็นระยะทางประมาณ 40 เมตร กว้างประมาณ 5 เมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครได้เร่งเก็บก้อนน้ำมันตามแนวหาดทรายแล้วทั้งหมด

ส่วนคราบน้ำมันที่ติดอยู่ตามโขดหิน ได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าจัดเก็บร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและรักษาทัศนียภาพการท่องเที่ยว

“เป้าหมายเร่งด่วนของเราคือกำจัดก้อนน้ำมันให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้สารเคมีตกค้างในแนวปะการัง และสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว” อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกล่าว

แม้พื้นที่หาดทรายจะเก็บกู้แล้ว แต่ยังพบคราบน้ำมันลอยอยู่บางจุดรอบเกาะราชาใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าระวังต่อเนื่อง และเตรียมอุปกรณ์เพิ่มหากมีการพัดเข้าฝั่งอีกครั้ง โดยน้ำมันที่เก็บได้จะขนกลับฝั่งภูเก็ตเพื่อกำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นักวิชาการชี้สถานการณ์ซับซ้อน อุดรอยรั่วยังไม่สำเร็จ

ขณะที่ "ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คราบน้ำมันจากเรือจมเริ่มเข้าสู่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เกาะเฮ และเกาะราชา รวมถึงแนวปะการังและหาดทรายบางแห่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม การอุดรอยรั่วยังไม่สำเร็จ เนื่องจากเรือจมอยู่ลึกประมาณ 60 เมตร ต้องใช้ทีมพิเศษและเจ้าของเรือดำเนินการ ขณะนี้เริ่มอุดบางจุดแล้ว แต่ยังไม่สามารถหยุดการรั่วไหลได้ทั้งหมด

ช่วงแรกกระแสลมพัดออกทะเล แต่ในช่วง 3–4 วันที่ผ่านมา ลมเปลี่ยนทิศทำให้คราบน้ำมันเข้าฝั่งมากขึ้น โดยคาดว่ามีน้ำมันไหลออกมาอย่างต่อเนื่องราว 100 ตัน ขึ้นกับทิศทางลมและคลื่นว่าจะพัดไปพื้นที่ใด

พื้นที่เสี่ยงเพิ่ม ผลกระทบยังประเมินไม่ได้

พื้นที่เสี่ยงหลักได้แก่ เกาะเฮ เกาะราชา และชายหาดฝั่งตะวันตก–ใต้ของภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยขณะนี้หน่วยงานทำได้เพียงซับคราบ เก็บก้อนน้ำมันดิน และประเมินความเสียหาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานดำเนินคดีในภายหลัง

"ผศ.ดร.ธรณ์" ระบุว่า สถานการณ์ครั้งนี้ต่างจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วที่ชลบุรี–ระยองในอดีต ซึ่งสามารถอุดรอยรั่วได้ทันที แต่กรณีนี้ยังรั่วต่อเนื่อง ทำให้ควบคุมยากและคาดการณ์ผลกระทบไม่ได้

"หากคราบน้ำมันสัมผัสแนวปะการังโดยตรง โดยเฉพาะช่วงน้ำลง อาจทำให้ปะการังตายทันที ขณะที่สัตว์ทะเลอาจตายหรือได้รับพิษสะสม นอกจากนี้สัตว์หายาก เช่น เต่าทะเล อาจได้รับผลกระทบซ้ำซ้อนจากขยะทะเลและคราบน้ำมัน"

ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการ แต่สถานการณ์ซับซ้อนและอาจยืดเยื้อ ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ อาจต้องใช้งบฉุกเฉินเพิ่มเติม รวมถึงการสนับสนุนงบกลางจากรัฐบาล

สถานการณ์ยังไม่จบ ต้องใช้เวลายาวนาน

"ผศ.ดร.ธรณ์" ย้ำว่า วิกฤติครั้งนี้รุนแรง เพราะยังแก้ต้นเหตุไม่ได้ถาวร และไม่สามารถคาดการณ์ความเสียหายในอนาคตได้ จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเร่งจัดการคราบน้ำมันที่ลอยขึ้นจากจุดเรือจมให้มากที่สุด

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภูเก็ตยังประเมินไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของเหตุการณ์ ขณะที่ภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ต้องร่วมมือกันเฝ้าระวังสัตว์ทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง เพื่อลดความเสียหายระยะยาวให้ได้มากที่สุด