แนวคิดการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Shared Value Ecosystem) กำลังถูกนำมาใช้เป็นกรอบใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ในหลายจังหวัด โดย “เซ็นทรัล ทำ” ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล เน้นการออกแบบระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าร่วมที่ยั่งยืน
หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบคือ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย และพืชมูลค่าสูงอื่น ๆ ที่ได้รับการส่งเสริมให้ปรับระบบการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จัดการน้ำใต้ดิน และใช้ไบโอชาร์ปรับปรุงดินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
Creating Shared Value
“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า "ความยั่งยืน" ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจความต้องการของสังคม กลุ่มเซ็นทรัลจึงได้ริเริ่มโครงการ "เซ็นทรัล ทำ" เมื่อ 9 ปีที่แล้ว เพื่อรวบรวมโครงการช่วยเหลือสังคมกว่า 4,000 โปรเจกต์ที่กระจัดกระจาย ให้มาอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกันคือ การทำแบบ CSV (Creating Shared Value) หรือการแบ่งปันความรู้และสอนทักษะให้คนในชุมชน แทนที่การบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว
“หลายปีที่ผ่านมา โครงการดำเนินงานผ่าน 6 แนวทางความยั่งยืนระดับองค์กร และในปี 2568 ตัวเลขผลลัพธ์สะท้อนภาพการทำงานที่ต่อเนื่องมากขึ้น เช่น การสนับสนุนโรงเรียน 203 แห่ง การสร้างงานให้คนพิการ 1,395 คน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนมากกว่า 150,000 ราย
และการสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนรวมกว่า 2,240 ล้านบาท ขณะเดียวกันสามารถลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารได้กว่า 27,300 ตัน ลดขยะเข้าสู่หลุมฝังกลบกว่า 93,490 ตัน และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 15,000 ไร่
ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ มีการติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1,487 แห่ง ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา 259 แห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 252,176 เมกะวัตต์ชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการขยับตัวของภาคธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่พยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่การดำเนินงานของตนเอง”
ปรับโมเดลเพื่อสังคม เชื่อม 8 มิติ
ในปี 2569 “เซ็นทรัล ทำ” จะขยายจากกรอบ 6 แนวทาง ไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ 8 ด้าน ได้แก่
- ยกระดับการศึกษา
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
- การสร้างอาชีพ
- เพิ่มมูลค่าสินค้า
- พัฒนาแบรนด์สู่สากล
- สร้างศูนย์เรียนรู้
- ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชน
- เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และระบบจัดการขยะ ZERO WASTE
"เราอยากทำโครงการระยะยาวที่มีจุดจบและเห็นผลชัดเจน ไม่ใช่แค่ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทิศทาง เป้าหมายของโครงการเหล่านี้คือการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง โดยที่ชุมชนต้องอยู่ได้ (วิน-วิน) ทั้งด้านรายได้ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์จะกลับคืนสู่สังคมและผู้บริโภคที่ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย
ยกระดับโครงสร้างเกษตรชัยภูมิ
“พิชัย” ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566–ปัจจุบัน พื้นที่ต้นแบบ จ.ชัยภูมิ มีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในชัยภูมิราว 6,500 ไร่ ครอบคลุมเกษตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วนเกษตร และป่าชุมชน เพื่อแก้ปัญหา ดินเสื่อม รายได้ไม่มั่นคง และ PM2.5 จากการเผา โดยเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิต
แนวทางหลักคือส่งเสริมพืชมูลค่าสูง เช่น อะโวคาโด แมคคาเดเมีย ทุเรียน และกาแฟโรบัสต้า ควบคู่ “ห่วงโซ่คุณค่าไม่เผา” เปลี่ยนเศษชีวมวลเป็น ไบโอชาร์และปุ๋ยหมัก เพื่อลดการเผา ลดต้นทุน ฟื้นฟูดิน และกักเก็บคาร์บอน พร้อมพัฒนา ศูนย์เรียนรู้สวนเทพพนา ถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
ระยะต่อไปมีแผนขยายพื้นที่ฟื้นฟูเพิ่มอีก 5,000 ไร่ ภายในปี 2030 จัดทำแผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ และต่อยอดป่าชุมชนสู่คาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังยกระดับการศึกษาและจ้างงานคนพิการ โดยโรงเรียนบ้านไร่พัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ พัฒนานักเรียน 1,326 คน ครู 113 คน และขยายสู่เครือข่ายโรงเรียนอีก 10 แห่ง
ผลไม้ที่เป็นยา
“พิชัย” กล่าวต่อว่า ชัยภูมิได้กลายเป็นแหล่งปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮสที่สำคัญ โดยเซ็นทรัลเป็นเจ้าแรกในไทยที่นำผลผลิตสายพันธุ์นี้ไปจัดจำหน่าย เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ทั่วโลกยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุด และมีผลงานวิจัยรองรับว่าเป็น “ผลไม้ที่เป็นยา” เนื่องจากสามารถสกัดน้ำมันออกมาเป็นซอฟต์เจลได้ ซึ่งสายพันธุ์อื่นทำไม่ได้ ปัจจุบันมีการตั้งเป้าผลิตต้นพันธุ์ปีละ 5,000 ต้น โดยจำหน่ายให้คนทั่วไปในราคาต้นละ 800 บาท แต่สนับสนุนเกษตรกรในโครงการให้ลงทุนเพียงต้นละ 4 บาท เพื่อให้สามารถสร้างรายได้หลักล้านบาทต่อไร่
นอกจากการส่งเสริมสายพันธุ์พืชแล้ว เซ็นทรัล ทำยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำ ไบโอชา หรือถ่านชีวภาพกว่า 100 ตัน ฝังลงในดินเพื่อกักเก็บคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซมีเทน ทำให้พื้นที่นี้เป็นเขตเกษตรคาร์บอนต่ำ ผลผลิตที่โดดเด่นอีกอย่างคือ “ทุเรียนโอโซน” ซึ่งปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และเป็นเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ราคาขยับสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 120 บาท เป็น 400 บาท ช่วยสร้างความสุขและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร
เส้นทางท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์
“วิเชียร พรมทุ่งค้อ” เกษตรกรและเจ้าของสวนเทพนา กล่าวเสริมว่า ชุมชนได้ปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการนำ “เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี” มาใช้ควบคุมโรคพืชในแปลงอะโวคาโด เพื่อลดการใช้สารเคมีและรักษาสมดุลทางธรรมชาติ
ปัจจุบัน สวนเทพพนา ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จาก กรมวิชาการเกษตร ภายใต้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์ ไม่ใช้ GMO และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้องผ่านการตรวจสอบตั้งแต่แปลงปลูกถึงการแปรรูป สะท้อนมาตรฐานคุณภาพและความโปร่งใสของระบบผลิต
นอกจากการสร้างรายได้จากสินค้าเกษตร โครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ยังช่วยพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และศูนย์เรียนรู้ 2 อาคาร รองรับนักท่องเที่ยวและผู้เข้าอบรมรวมกว่า 330,000 คนในปี 2568 พร้อมต่อยอดกิจกรรมดูดาวเพื่อยกระดับสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ลดมลภาวะทางแสง และอยู่ระหว่างยื่นขึ้นทะเบียน Dark Sky Park กับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ในปี 2569
ในปี 2568 ที่ผ่านมา วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดได้ถึง 1,500 ราย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ปีละ 40,000 - 50,000 คน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและอนาคตที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน





