การประชุมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชนกรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมลักษณวรรณ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ได้สะท้อนสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่กำลังสร้างความกังวลในพื้นที่ลุ่มน้ำกกอย่างชัดเจน หลังทีมนักวิชาการจาก มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เปิดเผยผลการตรวจสารหนูสะสมในร่างกายประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พบว่ามีถึง 16 จาก 90 ตัวอย่าง หรือร้อยละ 17.78 ที่มีค่าการสะสมเกินเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งสื่อสารความเสี่ยงและพิจารณาประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคเฝ้าระวังตามกฎหมาย
"ดร.ศิริวรรณ กันติสินธุ์" อาจารย์สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างเล็บผู้ใหญ่และเส้นผมเด็กจาก 4 พื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกก ได้แก่ บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ดอยฮาง ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ่ง จังหวัดเชียงราย และตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
จากตัวอย่าง 90 ราย พบ 16 รายมีสารหนูสะสมในเล็บเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานอ้างอิง โดยผู้ที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐานมีอาการทางคลินิกที่สอดคล้องกับการรับสัมผัสสารหนู ได้แก่ ชาปลายมือปลายเท้าและอ่อนแรง 10 ราย ผิวหนังระคายเคือง 7 ราย สีผิวผิดปกติหรือมีตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 ราย เยื่อโพรงจมูกอักเสบหรือผนังกั้นโพรงจมูกทะลุ 3 ราย และอาการอื่น เช่น ปวดบวมเท้า ปัสสาวะออกน้อย
การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมสะท้อนการสะสมในร่างกายจากการรับสัมผัสอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการปนเปื้อนชั่วคราว และเป็นหลักฐานสำคัญว่าปัญหาสารพิษเริ่มสะท้อนผ่านสุขภาพประชาชนแล้ว
เรียกร้องรัฐตรวจยืนยันและกำหนดมาตรฐาน
"ผศ.เสถียร ฉันทะ" อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนว่าระดับสารหนูสะสมในร่างกายเท่าใดจึงถือว่าเป็นอันตราย จึงควรอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น แนวทางของ องค์การอนามัยโลก เพื่อกำหนดแนวทางรักษาและการเฝ้าระวัง
"เสนอให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจยืนยันเพิ่มเติม และกำหนดมาตรการรับมือแบบบูรณาการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้จะพบการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง แต่ความคืบหน้าเชิงนโยบายยังไม่ชัดเจน ขณะที่ความตื่นตัวกลับเกิดในระดับชุมชนมากกว่า"
เสนอประกาศ ‘โรคพิษสารหนู’ เป็นโรคเฝ้าระวัง
"สมพร เพ็งค่ำ" ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ เสนอให้ประกาศ “โรคพิษสารหนู” เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตาม พระราชบัญญัติโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดทำระบบเฝ้าระวัง รายงานผู้ป่วย และเข้าถึงบริการสุขภาพได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนั้นยังเสนอให้พัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้านให้ตรวจวัดคุณภาพน้ำและเข้าใจระบบบำบัดสารหนูและโลหะหนักได้ด้วยตนเอง ลดความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพาน้ำแม่น้ำกกในการอุปโภคบริโภค
เรียกร้องเวทีหารือทุกภาคส่วน
"สืบสกุล กิจนุกร" อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ตั้งข้อสังเกตกรณีที่ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าสารหนูในแม่น้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยชี้ว่าการใช้ชุดตรวจภาคสนามควรยืนยันผลในห้องปฏิบัติการ และควรเปิดเผยจำนวนจุดตรวจอย่างโปร่งใส
"เสนอให้จัดประชุมอย่างเป็นทางการระหว่างกรมควบคุมมลพิษ จังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ ภาคประชาชน และผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกัน รวมทั้งทบทวนคำแนะนำที่อนุญาตให้ประชาชนลงสัมผัสน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงจากตะกอนปนเปื้อน"
ผลตรวจตะกอนดินสะท้อนความเสี่ยงห่วงโซ่อาหาร
สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) เปิดเผยผลตรวจโลหะหนักในตะกอนดินลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง โดยกำหนดระดับอันตรายอย่างรุนแรงต่อสัตว์หน้าดินเมื่อพบสารหนูมากกว่า 33 มก./กก. อย่างไรก็ตาม นักวิชาการชี้ว่าระดับ 10–33 มก./กก. ก็ถือว่าเกินมาตรฐานและเริ่มกระทบระบบนิเวศแล้ว
ผลตรวจครั้งที่ 1–9 พบค่ามากกว่า 10 มก./กก. ในประมาณ 70% ของจุดตรวจ สะท้อนความเสี่ยงการสะสมในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อปลา พืชน้ำ และมนุษย์ในระยะยาว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและจิตใจชุมชน
นอกจากผลกระทบด้านสุขภาพ ทีมวิจัยยังพบว่าชาวบ้านในลุ่มน้ำกกมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิต เช่น กลัวกระทบอาชีพประมงและท่องเที่ยว กังวลเรื่องน้ำประปาหมู่บ้านปนเปื้อน และความไม่แน่นอนของข้อมูลจากภาครัฐ ซึ่งสร้างความเครียดและความไม่ไว้วางใจในชุมชน
ปัญหานี้เริ่มได้รับความสนใจตั้งแต่ชาวบ้านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ พบแม่น้ำกกมีสีขุ่นผิดปกติเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน และมีข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ชี้ว่าต้นเหตุอาจมาจากการทำเหมืองแร่บริเวณต้นแม่น้ำในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา
คำถามสำคัญต่อรัฐและอนาคตลุ่มน้ำกก
ผลตรวจครั้งนี้จึงเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำคัญที่สะท้อนว่า ปัญหาสารหนูในลุ่มน้ำกกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคุณภาพน้ำ แต่เริ่มสะท้อนผ่านร่างกายประชาชนแล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าน้ำอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ แต่คือรัฐจะจัดการความเสี่ยงที่ตรวจพบอย่างไร จะกำหนดมาตรฐานสุขภาพอย่างไร และจะสื่อสารต่อสาธารณะด้วยความโปร่งใสเพียงใด
ท่ามกลางความกังวลของชุมชน นักวิชาการย้ำว่าการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพประชาชนและฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อแม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งชีวิตของผู้คนตลอดลุ่มน้ำมายาวนาน





