วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน 2569

Login
Login

'Taam Ja' หลุมสีน้ำเงินลึกที่สุดในโลก ลึกจนไม่มีเครื่องมือสำรวจก้นหลุมได้

'Taam Ja' หลุมสีน้ำเงินลึกที่สุดในโลก ลึกจนไม่มีเครื่องมือสำรวจก้นหลุมได้

นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน “Taam Ja’” (ตัมจา) เป็น “หลุมสีน้ำเงิน” หรือ Blue Hole ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยความลึกกว่า 423 เมตร และยังไม่มีเครื่องมือใดสามารถลงไปสำรวจก้นหลุมได้ 

Blue hole หรือหลุมสีน้ำเงิน คือถ้ำใต้น้ำหรือหลุมยุบขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติบนพื้นมหาสมุทร มีลักษณะเด่นคือเป็นโพรงลึกที่มีผนังแนวดิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่พบในบริเวณชายฝั่งที่มีชั้นหินพื้นฐานเป็นหินประเภทที่ละลายน้ำได้ง่ายอย่างหินปูน

หลุมเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อหินปูนถูกน้ำกัดเซาะเป็นเวลานานจนกระทั่งเกิดการพังทลายลงกลายเป็นหลุมลึก ภายในหลุมมักจะมีการไหลเวียนของน้ำที่น้อยและมีระดับออกซิเจนต่ำในระดับที่ลึกลงไป ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ยกเว้นพวกจุลินทรีย์ 

หลุมสีน้ำเงินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อนักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเปรียบเสมือนห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติที่เก็บรักษาชั้นตะกอนซึ่งบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพายุ สภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอดีตเอาไว้

สำหรับ Taam Ja’ เป็นหลุมสีน้ำเงินที่อยู่บริเวณชายฝั่งคาบสมุทรยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก โดยชื่อนี้ในภาษามายาแปลว่า “น้ำลึก” แม้ Taam Ja’ จะไม่ได้อยู่ห่างจากชายฝั่งเม็กซิโกและเบลีซ แต่ก็ไม่มีใครพบหลุมนี้มานานหลายทศวรรษ เนื่องจากน้ำในอ่าวมักจะขุ่นแและมีคลื่นลมแรงอยู่เสมอ ทำให้มองไม่เห็นโครงสร้างจากพื้นผิว 

'Taam Ja' หลุมสีน้ำเงินลึกที่สุดในโลก ลึกจนไม่มีเครื่องมือสำรวจก้นหลุมได้ หลุมสีน้ำเงิน Taam Ja’ ที่มองจากมุมสูง

จนกระทั่งในปี 2021 เฆซุส อาร์เตมิโอ ปูท-วิลลา ชาวประมงท้องถิ่นพบเห็นความผิดปรกติบางอย่างใต้ผิวน้ำ จึงได้แจ้งทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัย ECOSUR และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจอย่างเป็นทางการที่เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับธรณีวิทยาทางทะเลไปตลอดกาล

การสำรวจในช่วงแรก นักวิทยาศาสตร์พยายามวัดความลึกด้วยเครื่องมือวัดระยะด้วยเสียง (Echo Sounder) และคาดการณ์ว่ามันลึกเพียง 275 เมตร แต่การสำรวจครั้งต่อมาในเดือนธันวาคม 2023 กลับพบกว่า หลุมนี้ลึกกว่าที่คาดมาก ลึกเกินกว่าที่เครื่องมือจะวัดได้

ทีมนักวิจัยเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือที่เรียกว่า CTD profiler ซึ่งใช้วัดค่าความนำไฟฟ้า อุณหภูมิ และความดันเพื่อคำนวณความลึกแทนการใช้เสียง ผลการวัดครั้งใหม่ระบุว่า Taam Ja’ มีความลึกอย่างน้อย 423.6 เมตร และเครื่องมือยังไม่สามารถแตะถึงก้นหลุมได้ ทำให้ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าหลุมนี้ลึกเท่าไหร่กันแน่

แต่ด้วยความลึกกว่า 400 เมตรก็ทำให้ Taam Ja’ กลายเป็นหลุมสีน้ำเงินที่ลึกที่สุดในโลก ทำสถิติเดิมของ “หลุมมังกร” (Dragon Hole) ในทะเลจีนใต้ที่มีความลึก 300.89 เมตร

ชั้นน้ำในหลุมสีน้ำเงินมีความหนาแน่น อุณหภูมิ และความเค็มที่แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งสามารถหักเหคลื่นเสียงได้ หากคลื่นเสียงไปกระทบกับผนังที่ลาดเอียงหรือชะง่อนผา เครื่องมืออาจรายงานผลที่คลาดเคลื่อนโดยคิดว่าเป็นพื้นล่าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันเป็นเพียงโครงสร้างภายในหลุมเท่านั้น

นอกจากนี้ รูปทรงของ Taam Ja’ ยังไม่ใช่ท่อตรงสม่ำเสมอ แต่มันอาจจะเอียง แคบลง หรือเปิดกว้างออกเป็นห้องโถงใต้น้ำ ในการสำรวจครั้งหนึ่ง สายเคเบิลยาว 500 เมตรถูกหย่อนลงไป แต่เครื่องมือกลับหยุดลงที่ความลึกน้อยกว่าความยาวสาย ซึ่งบ่งชี้ว่ากระแสน้ำหรือโครงสร้างที่ลาดเอียงอาจทำให้เครื่องมือไม่ได้ดิ่งลงตรง ๆ

'Taam Ja' หลุมสีน้ำเงินลึกที่สุดในโลก ลึกจนไม่มีเครื่องมือสำรวจก้นหลุมได้
ที่ตั้งและลักษณะภายใน Taam Ja’
เครดิตภาพ: Frontiers in Marine Science

ลักษณะภายในของหลุมนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง นักวิจัยพบว่าน้ำที่ระดับความลึกต่ำกว่า 400 เมตรมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างจากน้ำในอ่าวเชตูมัลด้านบนอย่างสิ้นเชิง แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือสภาพน้ำในระดับลึกนั้นกลับมีความคล้ายคลึงกับน้ำในทะเลแคริบเบียน

ความคล้ายคลึงนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่า Taam Ja’ อาจไม่ได้เป็นหลุมที่อยู่โดด ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายถ้ำและอุโมงค์ใต้น้ำที่กว้างใหญ่ มันอาจทำหน้าที่เป็น “ทางเชื่อมต่อ” หรือพอร์ทัลที่ส่งผ่านน้ำจากทะเลแคริบเบียนเข้ามายังระบบธรณีวิทยาภายในคาบสมุทรยูคาทาน

 อุณหภูมิน้ำในบริเวณนี้ยังแตกต่างจากที่อื่น เป็นอีกหนึ่งความลึกลับที่นักวิจัยยังไขไม่ออก เพราะโดยปรกติแล้วอุณหภูมิของน้ำจะลดลงตามความลึก แต่ที่ Taam Ja’ เมื่อลึกลงไปเกิน 400 เมตร อุณหภูมิกลับค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4 องศาเซลเซียส สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าอาจมีแหล่งกำเนิดน้ำหรือกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่เบื้องล่าง

แอนดี้ ครอส นักสำรวจ เล่าประสบการณ์การลงดำน้ำใน Taam Ja’ ว่าเป็นสิ่งที่ เหนือจริงและเหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ เธอเล่าว่าความรู้สึกขณะอยู่ในน้ำที่มืดมิดและไม่รู้จักนั้นมีทั้งความน่ากลัวและความน่าทึ่งปนกันไป เพราะเธอกำลังสำรวจสถานที่ที่มนุษย์ไม่เคยไปถึงมาก่อน

ในการดำน้ำสำรวจช่วง 30 เมตรแรก นักประดาน้ำพบว่า ผนังหลุมมีลักษณะอ่อนนุ่มและเปราะบางในบางจุด และมีชั้นของจุลินทรีย์ปกคลุมอยู่ แต่ยิ่งลึกลงไปผนังหลุมกลับดูมีความชันมากขึ้นและเป็นหินที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายทางโครงสร้างที่น่าทึ่ง

หลุมสีน้ำเงิน ถือเป็นห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของโลกเอาไว้ ตะกอนที่สะสมอยู่ที่ก้นหลุมอาจบันทึกเรื่องราวของพายุในอดีต การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเมื่อหลายพันปีก่อน

ริชาร์ด แบรนสัน ผู้เคยสำรวจหลุมสีน้ำเงินอื่นมาแล้ว ให้ความเห็นว่าสถานที่เหล่านี้คือข้อพิสูจน์ถึงการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง การพบร่องรอยหินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินอยู่ลึกลงไปใต้ทะเลหลายร้อยเมตร คือเครื่องเตือนใจถึงพลังของธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอดีต

ภูมิภาคยูคาทานตั้งอยู่บนฐานหินปูนที่ละลายได้ง่าย เกิดเป็นโพรงและเครือข่ายถ้ำมากมาย การสำรวจ Taam Ja’ จึงช่วยให้เข้าใจโครงสร้างธรณีวิทยาที่เรียกว่า เขตรอยแยกทางใต้ (Southern Fracture Zone) ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างถ้ำในในเมืองแคนคูนหรือเมืองตูลูมของเม็กซิโก

นักวิทยาศาสตร์ตั้งเป้าจะไปถึงก้นหลุมให้ได้ เพื่อสร้างแบบจำลอง 3 มิติของโครงสร้างภายในทั้งหมด พวกเขาต้องการเข้าใจว่าชั้นน้ำเหล่านี้มีความเสถียรเพียงใด และมีสิ่งมีชีวิตประเภทใดบ้างที่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่ไร้ออกซิเจนเช่นนี้

รวมถึงศึกษาสารเคมีในน้ำ เช่น ชั้นไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่มักพบในหลุมสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นชั้นที่ไร้แสงและไร้สิ่งมีชีวิต การศึกษาว่า Taam Ja’ มีชั้นสารเคมีเหล่านี้อย่างไรจะช่วยบอกได้ว่าน้ำภายในมีการหมุนเวียนหรือแยกขาดจากมหาสมุทรภายนอกอย่างไร


ที่มา: BBCCPGEarthLadbibleLive ScienceOceanographic Magazine

'Taam Ja' หลุมสีน้ำเงินลึกที่สุดในโลก ลึกจนไม่มีเครื่องมือสำรวจก้นหลุมได้