วิกฤติความร้อนส่งผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่ปลูกกาแฟ ที่เผชิญกับ “วันที่ความร้อนทำลายพืช" เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 47 วันต่อปี ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ จนอาจไม่สามารถปลูกกาแฟได้อีกต่อไป
ตามรายงานจาก Climate Central บริษัทวิจัยและรายงานผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่า ต้นกาแฟโดยเฉพาะสายพันธุ์อาราบิก้า จะเริ่มมีสภาวะเครียดเมื่ออุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส ความร้อนในระดับนี้ส่งผลเสียโดยตรงต่อการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตลดลง คุณภาพเมล็ดต่ำลง และทำให้ต้นกาแฟอ่อนแอต่อโรคและแมลงศัตรูพืชมากขึ้น ซึ่งปัญหานี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก
โดย 10 อันดับประเทศที่มีวันที่อากาศร้อนจนเป็นอันตรายต่อกาแฟเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่
1.เอลซัลวาดอร์ เพิ่มขึ้น 99 วัน
2.นิการากัวที่ เพิ่มขึ้น 77 วัน
3.ประเทศไทย เพิ่มขึ้น 75 วัน
4.อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 73 วัน
5. โกตดิวัวร์ เพิ่มขึ้น 72 วัน
6. ฟิลิปปินส์ เพิ่มขึ้น 71 วัน
7. บราซิล เพิ่มขึ้น 70 วัน
8. จาเมกา เพิ่มขึ้น 66 วัน
9. เวียดนาม เพิ่มขึ้น 59 วัน
10. ฮอนดูรัส เพิ่มขึ้น 58 วัน
จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ 5 อันดับแรก ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีสัดส่วนผลิตกาแฟรวมกัน 75% ของโลก ต่างต้องเผชิญกับจำนวนวันที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส จนเป็นอันตรายต่อกาแฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 57 วันต่อปี
ลิลี่ เพ็ค นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า ความร้อนที่สูงเกินไปทำให้ต้นกาแฟต้องดึงพลังงานจากการสร้างผลผลิต ไปใช้ในการพยายามทำให้ตัวเองเย็นลงเพื่อเอาชีวิตรอด เหมือนกับที่มนุษย์ต้องขับเหงื่ออกมาก การแบ่งทรัพยากรภายในพืชเช่นนี้ ส่งผลให้เมล็ดกาแฟมีขนาดเล็กลง คั่วได้ยากขึ้น และเสียรสชาติดั้งเดิมไปอย่างน่าเสียดาย
ชาโล เฟอร์นันเดซ เกษตรกรผู้สืบทอดไร่กาแฟในโคลอมเบียมากว่า 100 ปี เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงว่า ในสมัยปู่ของเขา สภาพอากาศสามารถคาดเดาได้จากการมองยอดเขา แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้ว เขาต้องเผชิญกับวงจรที่เลวร้าย ทั้งแดดร้อนจัดจนดอกกาแฟแห้งตาย และฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์จนเกิดเชื้อรา เมื่อสามปีก่อน ไร่ของเขาต้องสูญเสียผลผลิตไปมากกว่าครึ่งจากสภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้ว
ปัญหาไม่ได้หยุดแค่ที่ความร้อน แต่ยังรวมถึงการแพร่ระบาดของ “มอดเจาะผลกาแฟ” (Coffee Berry Borer) ที่ขยายตัวไปยังพื้นที่สูงขึ้นตามอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบหยาดน้ำฟ้าที่เปลี่ยนไปทำให้การวางแผนเพาะปลูกทำได้ยากขึ้น เกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตหลักถึง 80% ของโลก กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ไร้ทางออก เนื่องจากไม่มีเงินทุนเพียงพอในการปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลระบุว่า ในปี 2021 เกษตรกรรายย่อยได้รับเงินสนับสนุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียง 0.36% ของความต้องการทั้งหมด ทั้งที่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงไร่ขนาด 1 เฮกตาร์เพื่อให้ทนทานต่อความร้อน มีราคาถูกกว่ากาแฟหนึ่งแก้วในประเทศที่พัฒนาแล้วเสียด้วยซ้ำ หากปราศจากความช่วยเหลือ เกษตรกรหลายรายอาจต้องตัดสินใจทิ้งอาชีพที่พวกเขารัก
เดจีน ดาดี ผู้จัดการทั่วไปของสหกรณ์เกษตรกรกาแฟ Oromia ใน เอธิโอเปีย ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของกาแฟโลก กล่าวว่าเกษตรกรที่นี่เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนแล้ว กาแฟอาราบิก้าของเอธิโอเปียไวต่อแสงแดดมาก หากไม่มีร่มเงาที่เพียงพอ ต้นกาแฟจะให้ผลผลิตน้อยลงและเป็นโรคง่าย เขาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องเร่งลงทุนเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ เช่น การรักษาสภาพป่าเพื่อเป็นที่กำบังความร้อน
ในโคลอมเบีย ยูเจนิโอ ซิฟูเอนเตส ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมเกษตรกรกาแฟออร์แกนิก ยืนยันว่าการปลูกกาแฟแบบพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) จะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะความร้อน พร้อมแนะนำว่าการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาเป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยรักษาอุณหภูมิในไร่ให้คงที่ เห็นได้จากในปี 2024 แม้จะเป็นปีที่ร้อนและแห้งแล้ง แต่ไร่กาแฟของซิฟูเอนเตสยังคงรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตไว้ได้ ด้วยต้นไม้บังแดด ทั้งที่ไร่ข้างเคียงประสบปัญหาอย่างหนัก
ทางด้านอินเดีย เกษตรกรอย่าง โซฮัน เชตตี้ รายงานว่าความร้อนทำให้ดอกกาแฟบานก่อนกำหนด ส่งให้กาแฟที่ได้ไม่มีคุณภาพหรือสุกไม่สม่ำเสมอ ขณะที่อัคเชย์ ดาชรัธ จาก South India Coffee Company ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นในดินและพบว่า ดินสูญเสียความชื้นรวดเร็วกว่าในอดีตมาก จนทำให้สมดุลระหว่างความเย็นและความชื้นที่กาแฟต้องการนั้นพังทลายลง
วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ กำลังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ไมค์ ฟอน แมสโซว์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านอาหาร ชี้ให้เห็นว่าราคาขายปลีกกาแฟคั่วบดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในแคนาดา ราคาเพิ่มขึ้นถึง 37.4% ในช่วงต้นปี 2026 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกับใน ออสเตรเลีย ที่ราคาของกาแฟร้อนแฟลตไวท์ เพิ่มสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 10% เนื่องมาจากต้นทุนเมล็ดกาแฟดิบที่แพงขึ้น เพราะบราซิลขาดแคลนผลผลิต
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกกาแฟอาจลดลงถึง 50% ภายในปี 2050 พื้นที่ปลูกกาแฟเดิมอาจจะร้อนเกินไปจนไม่สามารถปลูกกาแฟได้อีก โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งจะบีบบังคับให้เกษตรกรต้องอพยพไปหาที่ดินในพื้นที่สูงขึ้น ซึ่งมีอากาศเย็นกว่า เสี่ยงเกิดปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสร้างไร่กาแฟใหม่
ดร.คริสตินา ดาห์ล รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Climate Central ย้ำเตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบต่อกาแฟของเรา” ผลกระทบนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ความยากลำบากของเกษตรกร แต่ผู้บริโภคทุกคนจะได้รับผลกระทบในเรื่องคุณภาพและราคาด้วย
หากไม่แก้ที่ต้นเหตุ คือการปล่อยก๊าซคาร์บอน กาแฟอาจกลายเป็นของหายากและมีราคาแพงจนเกินเอื้อม
ในเขคดินแดนของชนพื้นเมืองของบราซิล หัวหน้าเผ่าราฟาเอล โมปิมพ ซูรู ได้นำวิธีการทำฟาร์มกาแฟแบบยั่งยืนมาใช้ เพื่อให้กาแฟสายพันธุ์แอมะซอเนียน โรบัสต้าไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและความร้อน แต่ปัญหาที่เจอกลับกลายเป็นระบบราชการที่ยุ่งยาก จนเกษตรกรไม่สามารถกู้เงินมาปรับปรุงฟาร์มให้ทนทานต่อสภาพอากาศ
ความสิ้นหวังกำลังเริ่มก่อตัวในหมู่คนรุ่นใหม่ เฟอร์นันเดซกังวลว่า หากเกษตรกรขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุก ๆ ปี คนรุ่นหลังจะไม่สนใจทำไร่กาแฟ จนอาจถึงจุดที่ไม่มีผู้ผลิตกาแฟหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ท้ายที่สุด วิกฤตินี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติกาแฟที่เปลี่ยนไป แต่เป็นเรื่องของปากท้อง การสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจ ทางรอดเดียวที่มีอยู่ คือจำเป็นต้องสนับสนุนเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเปลี่ยนไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน
ในตอนนี้ โลกต้องสูญเสียวันที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟไปเฉลี่ยเกือบ 2 เดือนต่อปี เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือน ถึงเวลาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ตั้งแต่รัฐบาลไปจนถึงผู้บริโภค ต้องตระหนักว่ากาแฟแก้วโปรดในมือไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่มันคือผลผลิตจากระบบนิเวศที่กำลังเปราะบางอย่างถึงที่สุด
หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง พื้นที่ “Bean Belt” หรือแถบคาดเมล็ดกาแฟรอบเส้นศูนย์สูตร อาจกลายเป็นเพียงตำนานในหนังสือประวัติศาสตร์ ความร้อนที่รุนแรงขึ้นกำลังบีบให้พืชชนิดนี้สูญพันธุ์ไปจากพื้นที่เดิม ที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตคนหลายสิบล้านคน
กาแฟเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ด้วยความสมดุล เมื่อสมดุลนั้นพังทลายลงด้วยมือมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องเป็นคนที่กู้สมดุลนี้คืนกลับมา ก่อนที่กลิ่นหอมของกาแฟในตอนเช้าจะกลายเป็นเพียงความทรงจำในอดีต
ที่มา: CBC, Economic Times, Euro News, Michael West, The Guardian





