"การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทยในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกตั้งแต่ยุค Eastern Seaboard (ESB) จนมาถึง Eastern Economic Corridor (EEC) อาจเป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสิทธิชุมชนที่ถูกมองข้าม" นี่คือข้อสังเกตสำคัญจาก "ธารา บัวคำศรี" ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ซึ่งมองว่าเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยอาจเป็นมายาภาพเสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ที่ต้องทบทวนอย่างจริงจัง
ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของ ESB
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า โครงการ ESB ทำให้รายได้ต่อหัวของประชาชนใน 3 จังหวัดหลักเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้แก่
- ชลบุรี
- ระยอง
- ฉะเชิงเทรา
รายได้ต่อหัวขยับขึ้นเป็นอันดับ 4, 6 และ 11 ของประเทศตามลำดับ โดยรายได้เพิ่มขึ้น 4.5–6.7 เท่า ความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของรัฐไทย บรรษัทข้ามชาติ องค์กรระหว่างประเทศ และประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ย้ายฐานผลิตมายังไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520–2530
อุตสาหกรรมหลักที่เกิดขึ้น ได้แก่ ปิโตรเคมี เหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน ปุ๋ยเคมี และอุตสาหกรรมใช้พลังงานสูง ซึ่งทำให้พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกกลายเป็นฐานอุตสาหกรรมหนักของประเทศ
มาบตาพุด ศูนย์กลางอุตสาหกรรม
พื้นที่สำคัญที่สุดคือ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งถูกกำหนดเป็นฐานอุตสาหกรรมหนักตามแผนพัฒนาฉบับที่ 5
ในพื้นที่นี้มีโรงงานปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน และโรงงานเหล็กจำนวนมาก พร้อมปล่องระบายอากาศกว่า 186 ปล่อง
"ธารา" อธิบายว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นที่มาบตาพุด ได้แก่
- พบสารอินทรีย์ระเหย (VOCs) 16 ชนิด เช่น Benzene, Styrene, Toluene
- ชุมชนรอบนิคมในรัศมี 5 กม. มีอาการระบบทางเดินหายใจและระบบประสาท
- นักเรียนและครูหลายโรงเรียนล้มป่วยจากมลพิษ
สิ่งเหล่านี้สะท้อนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ขาดการวางผังเมืองและพื้นที่กันชนอย่างเหมาะสม
มลพิษ-อุบัติเหตุสารเคมี
ปี 2540 ตรวจพบสารปรอทเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำรอบโรงงาน และมีการปนเปื้อนโลหะหนักในสัตว์น้ำบางชนิด
การก่อสร้างท่าเรือและถมทะเลยังทำให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะ กระแสน้ำเปลี่ยน และกระทบแนวปะการังใกล้ เกาะเสม็ด
ชาวประมงได้รับผลกระทบจากการตื้นเขินของร่องน้ำและทรัพยากรทะเลลดลง
ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 2530–2540 เกิดเหตุไฟไหม้ ระเบิด และสารเคมีรั่วไหลหลายครั้งในนิคมมาบตาพุด มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ภาคตะวันออกยังมีของเสียอุตสาหกรรมจำนวนมาก แต่ศักยภาพกำจัดไม่เพียงพอ จึงเกิดการลักลอบทิ้งกากพิษในพื้นที่สาธารณะ สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดย "ธารา" ชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่โรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างการกำกับดูแลที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ และข้อจำกัดของการร้องเรียนระดับท้องถิ่นที่แก้ปัญหาไม่ได้จริง หลายมาตรการจึงเป็นเพียงการแก้เฉพาะหน้า เช่น การย้ายเด็กไปเรียนที่อื่น แจกหน้ากาก หรือการติดเครื่องปรับอากาศในโรงเรียนเท่านั้น
จาก ESB สู่ EEC คำถามต่ออนาคต
"ธารา" เตือนว่า หาก EEC เดินตามรอย ESB โดยไม่แก้บทเรียนเดิม ไทยอาจได้เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ต้องจ่ายต้นทุนสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งในระยะยาว
“การพัฒนาไม่ควรวัดแค่ GDP แต่ต้องวัดคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย และ EEC ต้องมีการวางผังเมืองและพื้นที่กันชนชัดเจน การตรวจสอบมลพิษแบบโปร่งใส การมีส่วนร่วมของชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด"
เรื่องราวของ ESB ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไทย แต่คือคำเตือนว่า “เสือเศรษฐกิจ” ที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม อาจกลายเป็นภาพลวงตา





