“สิงคโปร์” กำลังยกระดับจากการเป็น “เมืองในสวน” ไปสู่ “เมืองในธรรมชาติ” (City in Nature) มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันทั่วทั้งเกาะและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ใกล้ชิดกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น แต่ความพยายามผสานธรรมชาติเข้ากับป่าคอนกรีต ก็สร้างความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และสัตว์ป่าให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่ามนุษย์และธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ ?
ล่าสุด ฝูงลิงแสมหางยาวปรากฏตัวตามทางเดินสาธารณะและปีนป่ายขึ้นไปบนตึกระฟ้าย่านปังโกลเพื่อหาอาหาร สัตว์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งเสียงดังสร้างความรำคาญ แต่ยังทำลายพืชพรรณและเข้าไปขโมยอาหารรวมถึงสิ่งของจากภายในบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนในพื้นที่จำนวนมาก
กอร์ดอน ฮู ผู้อยู่อาศัยในย่ายปังโกล เล่าว่าเขาต้องเผชิญกับฝูงลิงที่ปีนรั้วและต้นไม้ในบ้านตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ย้ายเข้าพักอาศัย เขาจำเป็นต้องปิดประตูและหน้าต่างไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันความเสียหายและการบุกรุก แต่ลิงเหล่านั้นก็ยังคงวนเวียนอยู่ตามระเบียงและพื้นที่รอบ ๆ บ้านอย่างไม่เกรงกลัวมนุษย์
แม้จะได้รับความเดือดร้อน แต่เขาก็ยังมีทัศนคติเชิงบวกกับการแบ่งปันพื้นที่ร่วมกับสัตว์ป่าเหล่านี้ ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเมือง
“เราต้องมีทัศนคติที่เป็นบวกและพยายามอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าอย่างกลมกลืน เพราะนี่คือถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติของพวกมันมาตั้งแต่ต้น” ฮูกล่าว
สถิติจากคณะกรรมการสวนสาธารณะแห่งชาติ (NParks) แสดงให้เห็นว่ารายงานที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2020-2023 มีรายงานเฉลี่ยปีละกว่า 8,400 เคส ยิ่งไปกว่านั้น เฉพาะในปี 2023 เพียงปีเดียว มีรายงานพุ่งสูงถึงประมาณ 11,800 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพบเห็นสัตว์ เช่น งู ลิงแสม และค้างคาวในเขตเมืองที่พัฒนาใหม่
การสูญเสียถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ
สาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์ป่าออกมาปะทะกับมนุษย์ มาจากการสูญเสียถิ่นที่อยู่เนื่องจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ ๆ ที่เข้าไปรุกล้ำพื้นที่ป่าดั้งเดิมของพวกมัน ลิงแสมที่เดิมอาศัยอยู่ตามชายป่าจึงต้องปรับตัวเพื่อหาแหล่งอาหารใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษอาหารที่ได้รับจากมนุษย์หรือการคุ้ยขยะในย่านที่พักอาศัยที่ขยายตัวเข้าไปใกล้พื้นที่ป่ามากขึ้น
ดร.แอนดี้ อัง นักวานรวิทยาและหัวหน้าโครงการอนุรักษ์ไพรเมตจาก Mandai Nature ระบุว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดสัตว์เข้าสู่เขตเมือง เธออธิบายว่า “ผู้คนอาจให้อาหารลิงด้วยความสงสารหรือทิ้งเศษอาหารไว้โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ทำให้สัตว์เข้าถึงอาหารได้ง่าย และเป็นเหตุผลหลักที่ลิงแสมเข้ามาในเขตที่อยู่อาศัย”
สัตว์ป่าต้องใช้พยายามอย่างมาก เพื่อหาอาหารในเขตเมือง อันบาราสี บูปาล ผู้บริหารร่วมของกลุ่มช่วยเหลือสัตว์ ACRES กล่าวว่าลิงจำเป็นต้องปีนตึกสูงเพื่ออาหาร ทั้งที่เป็นเรื่องอันตรายมากสำหรับพวกมัน เพราะถ้าพลาดตกลงมา นั่นหมายถึงชีวิตของพวกมัน
เพื่อจัดการกับปัญหานี้ NParks ได้นำมาตรการต่าง ๆ มาใช้ เช่น การเฝ้าระวังลิง เพื่อต้อนพวกมันกลับเข้าสู่ป่า และการลดจำนวนต้นไม้ที่ออกผลในพื้นที่ใกล้ชุมชนเพื่อไม่ให้พวกมันออกมาหาอาหาร นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องการทำหมันสัตว์เพื่อควบคุมประชากรในระยะยาว แทนที่จะใช้วิธีการย้ายถิ่นฐานซึ่งมักจะไม่ยั่งยืนเพราะสัตว์ฝูงใหม่จะเข้ามาแทนที่ในพื้นที่ว่างเสมอ
ปัญหาด้านสาธารณสุขและความสะอาดในเมือง
ปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนกในเขตเมืองที่สร้างผลกระทบต่อความสะอาดและสุขอนามัยในพื้นที่สาธารณะและศูนย์อาหาร นกพิราบและนกเอี้ยงมักจะมารวมตัวกันเพื่อกินเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่บนโต๊ะหรือตามจุดคืนถาด ซึ่งสร้างความไม่สบายใจและความกังวลเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อโรคสู่ผู้บริโภค
นูร์อัยน์ ไซนุดดิน เจ้าของร้านอาหาร เล่าว่าเธอต้องคอยเฝ้าร้านอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้นกบินเข้ามาสร้างความสกปรกภายในร้านของเธอ โดยเธอว่า “นกพวกนี้ชอบมากินเศษอาหาร ซึ่งน่ากังวลเพราะเราไม่รู้ว่าพวกมันเป็นพาหะนำไวรัสอะไรมาบ้าง”
ทางการสิงคโปร์จึงต้องใช้มาตรการควบคุมประชากรนกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น การลดแหล่งอาหารและการกำจัดนกพิราบในบางกรณีเพื่อรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณสุข เนื่องจากนกพิราบสามารถเป็นพาหะของโรคทางเดินหายใจและเชื้อซัลโมเนลลา ซึ่งอาจนำไปสู่อาการปอดอักเสบและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาวได้หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม
นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเผชิญกับกรณีนากบุกรุกเข้าไปกินปลาคาร์ปราคาแพงในบ้านส่วนตัว หรือกรณีหมูป่าที่เคยเข้าทำร้ายผู้คนในพื้นที่สาธารณะจนต้องมีการการุณยฆาต เอ็น. ศิวะโสธิ นักชีววิทยา ตั้งข้อสังเกตว่าแม้ความหลากหลายทางชีวภาพจะเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต แต่คนเมืองส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยและขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ป่าอย่างปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังรู้สึกต่อต้านเมื่อต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือจัดการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อป้องกันสัตว์ป่า
ดร.โง คัง มิน รองประธานสมาคมธรรมชาติแห่งสิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าหัวใจของปัญหาคือการขาดความเข้าใจในธรรมชาติของสัตว์ โดยเธอชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหมดยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกันมนุษย์ก็ไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของปัญหา
การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน จึงจำเป็นต้องเริ่มจากปรับเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชน โดยเฉพาะการปลูกฝังความเข้าใจเรื่องสัตว์ป่าให้แก่เด็ก ๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การให้อาหารสัตว์ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดความขัดแย้งและสร้างสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างแท้จริงในระยะยาว
ดังนั้น หากสิงคโปร์ต้องการเป็นเมืองในธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างและใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วยความเมตตาและความอดทน
ที่มา: Bloomberg New Economy, Independent, South China Morning Post, The Straits Times





