เพิ่งได้อ่านรายงาน Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050 ของ CFNT ว่าด้วยการจัดหาเงินทุน แล้วต้องบอกว่า ตัวเลขที่ปรากฏทำให้ต้องตั้งคำถามกับอนาคตของประเทศไทยอย่างจริงจัง เพราะเส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ไม่ได้ติดที่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ติดที่ “เงิน” และวิธีใช้เงิน
เป้าหมายคือ ไทยต้องลดการปล่อยเหลือ 153 ล้านตัน CO₂ ภายในปี 2050 เร็วกว่าที่เคยวางไว้ 15 ปี และราคาที่ต้องจ่ายคือ เงินลงทุนเพิ่มราว 2.47 แสนล้านบาท ภายในปี 2035 แต่จากการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลจาก Climate Finance Tracker 2025 ของ CFNT ระบุว่า ไทยต้องใช้เงินปีละอย่างน้อย 7.84 แสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมาเราระดมได้แค่ประมาณ 2.58 แสนล้านบาทต่อปี เท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือการจัดสรรเงินทุนรายสาขาที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพจริง ภาคพลังงานซึ่งเป็นหัวใจหลักได้รับเงินเพียงประมาณ 3.78 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่ต้องการจริงถึงสองเท่า และยังมุ่งไปที่เทคโนโลยีแพงแต่ลดก๊าซได้น้อย เช่น CCS หรือการใช้แอมโมเนียร่วมกับเชื้อเพลิง ขณะที่การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีต้นทุนเพียงราว 390 บาทต่อตัน กลับไม่ได้รับความสำคัญเพราะติดข้อจำกัดสัญญา
ภาคคมนาคมกลับได้รับเงินมากที่สุดถึงประมาณ 1.76 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 71% ของเงินทุนทั้งหมด แต่ศักยภาพในการลดก๊าซกลับไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่นการลงทุนในเรือไฟฟ้าที่มีต้นทุนการลดก๊าซสูงถึงประมาณ 47,400 บาทต่อตัน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและภาคของเสียซึ่งมีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำมาก เช่น เทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่ต้นทุนเพียงประมาณ 200 บาทต่อตัน กลับถูกมองข้าม โดยภาคของเสียได้รับงบประมาณน้อยที่สุดเพียงประมาณ 3,850 ล้านบาท แม้จะเป็นแหล่งก๊าซมีเทนสำคัญ
สิ่งที่น่าสนใจคือการจัดสรรเงินทุนรายสาขาที่ไม่สอดคล้องกับศักยภาพจริง ภายใต้แผน NDC 3.0 ของประเทศไทย ภายในปี 2035 มีการกำหนดการลงทุนเพิ่มเติมในหลายภาคส่วนอย่างชัดเจน โดยภาคพลังงานต้องใช้เงินลงทุน ประมาณ 3.38 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่ต้องการจริงถึง 2 เท่า และยังมุ่งไปที่เทคโนโลยีแพงแต่ลดก๊าซได้น้อย เช่น CCS หรือการใช้แอมโมเนียร่วมกับเชื้อเพลิง ขณะที่การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีต้นทุนเพียงราว 390 บาทต่อตัน กลับไม่ได้รับความสำคัญเพราะติดข้อจำกัดสัญญา
ขณะที่ภาคคมนาคมขนส่งกลับได้รับเงินมากที่สุดถึงประมาณ 1.58 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 71% ของเงินทุนทั้งหมด แต่ศักยภาพในการลดก๊าซกลับไม่สูงนัก ตัวอย่างเช่นการลงทุนในเรือไฟฟ้าที่มีต้นทุนการลดก๊าซสูงถึงประมาณ 47,400 บาทต่อตัน ส่วนภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ต้องใช้ ประมาณ 2.03 หมื่นล้านบาท
ส่วนภาคเกษตรกรรม เสียซึ่งมีศักยภาพสูงและต้นทุนต่ำมาก เช่น เทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ที่ต้นทุนเพียงประมาณ 200 บาทต่อตัน กลับได้ประมาณ 5.6 พันล้านบาท และภาคการจัดการของเสีย ประมาณ 3.4 พันล้านบาท รวมทั้งหมดคิดเป็นการลงทุนเพิ่มเติม ประมาณ 2.20 แสนล้านบาท สำหรับภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และป่าไม้ (LULUCF) ไม่ได้ระบุจำนวนเงินลงทุน เนื่องจากมีบทบาทแตกต่างในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อีกประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าน่ากังวลคือเรื่องการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับ 17 ของโลก ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 แต่การลงทุนด้านการปรับตัวกลับได้รับเงินทุนน้อยกว่า 1% ของทั้งหมด และในแผน NDC 3.0 ยังไม่มีองค์ประกอบด้านการปรับตัวเลย ต่างจากประเทศส่วนใหญ่ที่เริ่มให้ความสำคัญแล้ว
รายงานยังเสนอแนะให้ประเทศไทยเร่งเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ เช่น JETP ที่ช่วยเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด หรือ TFFF ที่สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ รวมถึงกองทุนอย่าง GCF และ CIF ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนสำหรับภาคเอกชน แต่ปัจจุบันเงินทุนจากแหล่งพหุภาคียังคิดเป็นเพียง 0.4% ของทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความจำเป็น
ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า การเดินหน้า Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องการจัดสรรเงินทุนและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชาญฉลาด หากยังคงทุ่มไปกับสิ่งที่แพงแต่ไม่คุ้มค่า และละเลยทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง เราอาจจะเดินไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
ต้องจับตาว่า ประเทศไทยจะสามารถอุดช่องว่างทางการเงินมหาศาลกว่า 467,000 ล้านบาทต่อปี ได้อย่างไร และจะเลือกลงทุนอย่างฉลาดพอที่จะทำให้ Net Zero 2050 เป็นจริงได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ และคืออนาคตของประเทศ





