วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สาร TFA’ ปล่อย ‘สารเคมีตลอดกาล’ 335,500 ตัน ลอยไปไกลถึงอาร์กติก กำจัดไม่ได้ต่อให้เลิกใช้ตอนนี้

‘สาร TFA’ ปล่อย ‘สารเคมีตลอดกาล’ 335,500 ตัน ลอยไปไกลถึงอาร์กติก กำจัดไม่ได้ต่อให้เลิกใช้ตอนนี้

มนุษย์คิดค้น “กรดไตรฟลูออโรอะซิติก” (Trifluoroacetic acid) หรือ TFA ขึ้นมาเพื่อใช้แทนสาร CFCs ที่ทำลายชั้นโอโซน แต่กลายเป็นว่าสารชนิดนี้กลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดของ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemical) ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก ลงสู่แหล่งน้ำ ดิน และน้ำแข็ง รวมถึงพื้นที่ห่างไกลอย่างอาร์กติก

TFA ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารเพอร์และโพลีฟลูออโรอัลคิล (PFAS) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้นและมีความทนทานต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติอย่างมาก มลพิษชนิดนี้สะสมอยู่ในน้ำฝน แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำแข็งนักวิทยาศาสตร์พบว่าระดับการปนเปื้อนยังคงเพิ่มสูงขึ้น แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษหลังจากที่มีการปล่อยสารตั้งต้นออกมา ความคงทนนี้ทำให้มลพิษดังกล่าวอาจไม่มีวันจางหายไปจากสิ่งแวดล้อมของโลกได้เลย

 

มลพิษสะสมที่มองไม่เห็น

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแลนแคสเตอร์ ทำการคำนวณผลกระทบสะสมของมลพิษนี้เป็นครั้งแรก และพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าระหว่างปี 2000-2022 มีการสะสมของ TFA บนพื้นผิวโลกแล้วกว่า 335,500 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากก๊าซที่นำมาใช้ทดแทนสาร CFCs รวมถึงก๊าซยาสลบทางการแพทย์และปุ๋ยเคมีหลายชนิด

กลไกการเกิด TFA เริ่มต้นจากก๊าซกลุ่มฟลูออรีน (F-gases) เช่น ไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFCs) และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) รั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อสารเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับแสงแดดและก๊าซอื่น ๆ ในอากาศ พวกมันจะสลายตัวและกลายสภาพเป็นกรด TFA นอกจากนี้ ก๊าซยาสลบบางชนิดที่ใช้ในการสูดดมก็มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายคลึงกันและสามารถสลายตัวกลายเป็นสารประกอบชนิดเดียวกันนี้ได้

TFA แตกต่างจากมลพิษชนิดอื่นตรงที่สามารถในการละลายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำให้มันปนเปื้อนเข้าสู่ก้อนเมฆและตกลงมาพร้อมกับฝนหรือหิมะ กรดชนิดนี้จะไม่ระเหยกลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศเมื่อตกลงสู่แหล่งน้ำแล้ว ส่งผลให้แม่น้ำและทะเลสาบกลายเป็นแหล่งสะสมของสารเคมีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงแทบไม่สามารถทำความสะอาดหรือกำจัด TFA ออกจากระบบนิเวศได้เลย

เพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน นักวิจัยได้ตรวจสอบข้อมูลจากแกนน้ำแข็งในอาร์กติกและตัวอย่างน้ำฝนทั่วโลก ผลการศึกษาพบว่าระดับของ TFA ในหิมะและฝนเพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่าในช่วงระยะเวลาที่ทำการศึกษาข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการใช้สารเคมีทดแทน CFCs ในระดับโลกนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา

ลูซี่ ฮาร์ต นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแลนแคสเตอร์และผู้นำการศึกษานี้ระบุว่า สารทดแทน CFCs มีอายุยืนยาวในชั้นบรรยากาศและสามารถเดินทางได้ไกลจากจุดที่ปล่อยออกมา สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมพื้นที่ห่างไกลจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างอาร์กติกจึงพบมลพิษ TFA ในปริมาณสูง ซึ่งปริมาณสะสมเกือบทั้งหมดในภูมิภาคขั้วโลกเหนือมาจากการสลายตัวของก๊าซเหล่านี้ 

องค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป (ECHA) จัดให้ TFA เป็นสารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตรวจพบสารนี้ในเลือด นมแม่ และปัสสาวะของมนุษย์ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในประเทศจีนที่มีการตรวจพบ TFA ในเลือดของประชากรกว่า 90% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นที่เร่งการสะสมของสารนี้

สำนักงานสารเคมีของรัฐบาลเยอรมนีเสนอให้มีการจำแนก TFA ว่าเป็นสารที่อาจเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว แม้ว่าระดับการปนเปื้อนในปัจจุบันอาจจะยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่เป็นอันตรายโดยตรงต่อมนุษย์ก็ตาม 

ความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเสนอให้จัด TFA เป็น “ภัยคุกคามต่อขีดความสามารถในการรองรับของโลก” (Planetary Boundaries Threat) เนื่องจากอาจรบกวนระบบธรรมชาติของโลกจนเกินกว่าจะเยียวยาได้ หากไม่มีการควบคุมการปล่อยมลพิษอย่างเข้มงวด การสะสมของสารเคมีในดินและน้ำผิวดินคงอยู่ต่อไป จนกว่าพวกมันจะถูกพัดพาลงสู่ทะเลและตกตะกอนในมหาสมุทรซึ่งอาจใช้เวลาหลายทศวรรษหรือนับศตวรรษ

 

ทางออกที่ยั่งยืน

แม้ในตอนนี้ จะพยายามหาสารที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโลกมาใช้ เช่น HFO สารทำความเย็นสังเคราะห์ชนิดใหม่ล่าสุด ที่หมายมั่นว่าจะเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทนสารเดิม แต่ ศ.ไรอัน ฮอสเซนี ระบุว่าสาร HFO-1234yf สลายตัวกลายเป็น TFA ได้เร็วกว่าสารรุ่นเก่าหลายเท่า โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วันแทนที่จะเป็นหลายปี สิ่งนี้ทำให้ TFA ตกลงสู่พื้นดินใกล้กับแหล่งปล่อยมากขึ้นและสร้างความไม่แน่นอนต่อระดับมลพิษในอนาคต

จากการใช้แบบจำลองทางเคมีขั้นสูง นักวิจัยคาดการณ์ว่าปริมาณ TFA จะยังไม่ถึงจุดสูงสุดในเร็ว ๆ นี้ แต่จะทยอยเพิ่มขึ้นและอาจพุ่งสูงสุดในช่วงระหว่างปี 2025-2100 แม้ว่าจะเลิกใช้ในตอนนี้ แต่มลพิษก็จะยังคงถูกผลิตขึ้นต่อไปอีกนาน หากไม่มีการควบคุม การใช้ HFO อาจทำให้ TFA เพิ่มสูงขึ้นกว่า 20 เท่าภายในปี 2050

ศ.คริส ฮัลซอลล์ ผู้อำนวยการศูนย์สิ่งแวดล้อมแลงคาสเตอร์เน้นย้ำว่า เราจำเป็นต้องจัดการกับมลพิษ TFA เนื่องจากมันแพร่กระจายไปทั่วและมีความคงทนสูง และมีสารหลายชนิดที่ทำให้เกิดสารเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่ยาฆ่าแมลงบางชนิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยาสลบ ตัวทำละลาย และอุตสาหกรรมยา ดังนั้นจึงต้องเฝ้าติดตามระดับมลพิษในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ทางด้าน ลูซี่ คาร์เพนเตอร์ จากมหาวิทยาลัยยอร์ค เสนอว่าควรพิจารณาทางเลือกอื่นที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เช่น การใช้แอมโมเนียหรือคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารทำความเย็นแทนสารสังเคราะห์ เธอตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าสารทดแทนที่เราใช้อยู่นั้นเ ป็นทางเลือกที่ดีกว่าจริงหรือไม่ เมื่อพบว่าปัจจุบัน TFA ได้ปนเปื้อนเข้าสู่ผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายชนิด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอมาก่อน


ที่มา: EarthNew ScientistScience DailyScitech DailyThe Conversation