ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เลือกพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเล ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวว่าประเทศไทยอาจมีโครงสร้างพื้นฐาน CCS Hub ที่สามารถเริ่มเดินระบบได้ราวปี 2577
ท่ามกลางความคาดหวังดังกล่าว “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า การลงทุนต้องคุ้มค่า เทคโนโลยีต้องเหมาะสม และรัฐบาลต้องเร่งปรับตัวรับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยี CCS และ CCU (Carbon Capture and Utilization) ถูกยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และปูนซีเมนต์ ซึ่งลดการปล่อยได้ยากด้วยวิธีทั่วไป
อย่างไรก็ตาม “ดร.วิจารย์” เตือนว่า แม้ CCS จะเป็นเทคโนโลยีจำเป็นในเส้นทางสู่ Net Zero แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้นทุนการลงทุนสูงมาก ทั้งค่าเทคโนโลยี การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานการกักเก็บใต้ดิน
“ถ้าเป็นการลงทุนของภาคเอกชนก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากใช้งบประมาณของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐบาลควรเร่งติดตามแนวโน้มเทคโนโลยี CCS ที่มีต้นทุนลดลงในอนาคต และไม่ควรพึ่งพา CCS เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป"
เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน
“ดร.วิจารย์” ชี้ว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอีกมาก โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งควรได้รับการผลักดันอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ Waste to Energy หรือการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสองต่อ ทั้งลดปริมาณขยะล้นเมือง และผลิตพลังงานทดแทนในคราวเดียว หากออกแบบระบบให้โปร่งใสและมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
“เราต้องมองพลังงานในภาพรวม ไม่ใช่เลือกเพียงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งแล้วทุ่มสุดตัว โดยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน การจัดการชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบสุขภาพประชาชนทุกปี
การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ผลิตพลังงาน แทนการเผาในที่โล่ง สามารถลดฝุ่นและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากมีระบบรับซื้อที่เป็นธรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพียงพอ”
SMR กับโจทย์ความเชื่อมั่นสาธารณะ
อีกเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งหลายประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเป็นพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ
“ดร.วิจารย์” มองว่า หากประเทศไทยจะพิจารณาใช้ SMR จริง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมวางระบบติดตาม ควบคุม และความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล ที่สำคัญ ไทยต้องเตรียมบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ให้พร้อม อาจต้องดึงผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานในต่างประเทศกลับมาช่วยวางระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานความปลอดภัยไม่เป็นรองประเทศพัฒนาแล้ว
Mitigation สู่ Adaptation
ประเด็นที่ “ดร.วิจารย์” เน้นย้ำมากที่สุด คือการปรับสมดุลระหว่างการ “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Mitigation) กับ “การปรับตัว” (Adaptation)
"ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แม้เราจะลดการปล่อยจนเป็นศูนย์ แต่หากประเทศมหาอำนาจยังไม่ลด ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนก็ยังถาโถมใส่ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพอุทกภัยในหาดใหญ่และเชียงรายที่เกิดในฤดูที่ไม่ควรเกิด คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดการณ์"
“ดร.วิจารย์” เสนอว่า รัฐบาลต้องลงทุนในระบบพยากรณ์อากาศที่แม่นยำขึ้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เข้าถึงประชาชน ระบบสั่งการที่มีเอกภาพ การเสริมศักยภาพผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อจะลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในยุคโลกร้อน





