เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน ได้เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดในชื่อ “Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities Toward Net Zero 2050” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เจาะลึกถึงโครงสร้างการเงินและกลไกการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยระบุว่าไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่อาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ได้ตามกำหนด
เปิดตัวเลขงบประมาณ ไทยต้องใช้เงินมหาศาล 7 ล้านล้านบาท
ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้านักวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (CFNT) และหนึ่งในผู้จัดทำรายงาน กล่าวว่า จากการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่าง Climate Finance Tracker ของ CFNT และรายงานของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) พบว่า หากประเทศไทยต้องการไปให้ถึงเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จะต้องระดมเงินลงทุนรวมสูงถึง 224.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท โดยภายในปี 2035 ไทยจำเป็นต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย ประมาณ 700,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อขับเคลื่อนแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ช่องว่างในแผน NDC 3.0 มีแต่ชื่อเทคโนโลยี แต่ไร้แผนปฏิบัติการ รายงานของ CFNT ชี้ให้เห็นว่าแผน NDC 3.0 ของไทยในปัจจุบันยังมีข้อบกพร่องที่น่ากังวลหลายประการ
- ขาดรายละเอียดรายโครงการ: แผนงานระบุเพียงรายการเทคโนโลยีที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ไม่ได้ระบุเป็นโครงการที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถประเมินความคุ้มค่าของต้นทุนในการลดมลพิษและการปล่อยคาร์บอนได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในภาคส่วนสำคัญอย่างพลังงานและขนส่ง
- ละเลยการปรับตัว (Adaptation): เงินลงทุนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) เป็นหลัก แต่กลับขาดแผนการดำเนินงานและงบประมาณที่ชัดเจนสำหรับการปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่เกิดขึ้นแล้ว,
- เป้าหมายสวนทางความจริง: มีข้อสังเกตว่าการตั้งเป้าหมายการใช้ที่ดินและป่าไม้ (LULUCF) ให้เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนหลักนั้น ดูจะขัดแย้งกับข้อมูลจริงที่พบว่าอัตราป่าไม้ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2015-2025
3 ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทางรอดของไทย
ได้เสนอทางออก 3 ประการ เพื่อปรับปรุงแผน NDC 3.0 ให้มีความน่าเชื่อถือและดึงดูดนักลงทุนได้จริง
- สร้างความโปร่งใสด้วยฐานข้อมูล: รัฐควรจัดทำ Climate Finance Tracker เพื่อติดตามสถานะเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยระบุช่องว่างในการจัดสรรเงินทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเห็นถึงความต้องการที่แท้จริง
- รัฐต้องช่วยลดความเสี่ยง (De-risking): รัฐบาลควรปรับบทบาทจากการเป็นผู้ลงทุนหลักมาเป็นผู้สนับสนุนนวัตกรรมการเงิน เช่น การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) เพื่อลดความเสี่ยงให้ภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมทั้งเร่งประกาศใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อระดมทุนและกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มเปราะบาง
- ยกระดับความร่วมมือพหุภาคี: นอกเหนือจากกองทุน Green Climate Fund (GCF) ที่ใช้อยู่เดิม ไทยควรแสวงหาเงินทุนจากกลไกสากลใหม่ๆ เช่น ความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (JETP) และกองทุน Tropical Forest Forever Facility (TFFF) เพื่อเร่งการบรรลุเป้าหมายในปี 2050
“ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ” หากไทยต้องการดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากต่างชาติ รัฐบาลต้องทำให้เห็นแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ข้อมูลเงินทุนที่โปร่งใส และรายละเอียดโครงการที่จับต้องได้ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างพันธมิตรในการลงทุนที่จะนำพาประเทศไปสู่ Net Zero ได้ในที่สุด





