วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ทางรอดสิ่งแวดล้อม เมื่อ 'กฎหมายเดิม' เริ่มเอาไม่อยู่ ได้เวลาปฏิรูปกลไกจัดการมลพิษ

ทางรอดสิ่งแวดล้อม เมื่อ 'กฎหมายเดิม' เริ่มเอาไม่อยู่ ได้เวลาปฏิรูปกลไกจัดการมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษเปรียบเสมือน "ปราการด่านสุดท้าย" ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ แต่ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนไป กฎหมายที่มีอายุเกือบ 50 ปีเริ่มแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัด ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องยกระดับการจัดการมลพิษแบบบูรณาการ เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายและสร้างมาตรฐานใหม่ในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ภารกิจกู้คืนสิ่งแวดล้อม เมื่อความหวังมาพร้อมกับความท้าทาย

กาญจนา สวยสม ผู้อำนวยการส่วนมลพิษจากอุตสาหกรรมกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ กล่าวในงานช่วงเสวนา การเงินที่รับผิดชอบต่อมลพิษ : พ.ร.บ. อากาศสะอาด-PRTR กับนโยบายธนาคารไทยจัดโดย Fair Finance Thailand ว่ากรมควบคุมมลพิษ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย วางมาตรฐาน และมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดปัญหามลพิษและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชน ภารกิจนี้ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายกับแหล่งกำเนิดมลพิษต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือหลักที่ใช้มาอย่างยาวนานอย่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 แม้จะมีการปรับปรุงมาเป็นระยะ แต่กฎหมายฉบับนี้ "ยังไม่มีความเบ็ดเสร็จในตัวเอง" ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน

อุดรอยรั่ว "ช่องโหว่กฎหมาย" ที่ทำให้การจัดการไม่เต็มร้อย

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจัดการปัญหาได้เบ็ดเสร็จภายใต้กฎหมายเดียว เมื่อตรวจพบมลพิษ เจ้าหน้าที่มักต้องไป "พึ่งพิง" กฎหมายอื่น ๆ เช่น

  • พ.ร.บ. โรงงาน เพื่อจัดการกับแหล่งกำเนิดในภาคอุตสาหกรรม
  • พ.ร.บ. การสาธารณสุข หรือ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดฯ เพื่อจัดการปัญหาในชุมชน
  • พ.ร.บ. จราจร หรือ พ.ร.บ. ขนส่งทางบก สำหรับมลพิษจากยานพาหนะ

 

การที่ต้องส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจโดยตรง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายขาดความรวดเร็วและไม่มีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ เกิดเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

จาก "โรงงาน" สู่ "เกษตรกรรม" บริบทที่เปลี่ยนไปของแหล่งกำเนิดมลพิษ

ในอดีต เราอาจพุ่งเป้าไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ปัจจุบัน "Player" หรือผู้ปล่อยมลพิษเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและสังคม ปัญหาอย่าง PM 2.5 แสดงให้เห็นว่า ภาคเกษตรกรรม และ มลพิษข้ามแดน กลายเป็นปัจจัยสำคัญ

ทางรอดสิ่งแวดล้อม เมื่อ 'กฎหมายเดิม' เริ่มเอาไม่อยู่ ได้เวลาปฏิรูปกลไกจัดการมลพิษ

 

การจัดการสิ่งแวดล้อมยุคใหม่จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด

1. ไม่มองเกษตรกรเป็นผู้ร้าย: แต่เน้นการให้ความรู้ คำแนะนำ และการสนับสนุน โดยอาศัยความร่วมมือจาก "สถาบันการเงิน" เพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2. ก้าวข้ามพรมแดน: การจัดการมลพิษต้องทำทั้งในระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับมลพิษที่พัดผ่านพรมแดน

หัวใจของการจัดการ ข้อมูลที่โปร่งใสและศาสตร์ที่หลากหลาย

การจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้นไม่ได้อาศัยเพียงแค่กฎหมาย แต่ต้องบูรณาการทั้ง วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ เข้าด้วยกัน และที่สำคัญที่สุดคือ "ข้อมูล"

หลักการสำคัญคือ เราไม่สามารถบริหารจัดการมลพิษได้เลย ถ้าเราไม่รู้ว่าสารเหล่านั้นมาจากไหน และปล่อยออกมาปริมาณเท่าไหร่ การสร้างฐานข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถ "ย้อนกลับ" ไปหาต้นตอและวางแผนแก้ไขได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยปิดรอยรั่วของกฎหมายเดิม และทำให้การทำงานของกรมควบคุมมลพิษมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

การปรับปรุงกลไกกฎหมายและระบบฐานข้อมูลในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มอำนาจให้ภาครัฐ แต่คือการวางรากฐานสำคัญเพื่อให้ประเทศไทยมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ "เบ็ดเสร็จและโปร่งใส" เพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับทุกคน