วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ธนาคารโลกชี้ GDP ไทยสะดุด 1.6% แนะปฎิรูปอุตสาหกรรมสีเขียว โต 2.9% ก่อนปี 2578

ธนาคารโลกชี้ GDP ไทยสะดุด 1.6% แนะปฎิรูปอุตสาหกรรมสีเขียว โต 2.9% ก่อนปี 2578

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.6% สะท้อนข้อจำกัดจากอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแรงและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง สัญญาณดังกล่าวไม่เพียงชี้ถึงการฟื้นตัวที่เปราะบาง แต่ยังเป็นคำเตือนให้ไทยเร่งปรับทิศทางการพัฒนาอย่างจริงจัง

"เมลินดา กู้ด" ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ได้กล่าวปาฐกถาในงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้หัวข้อ “Advanced Green Manufacturing for Growth” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและมีผลิตภาพที่สูงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ผู้อำนวยการธนาคารโลกฯ เปิดเผยว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจมหภาคล่าสุด คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตที่ร้อยละ 1.6 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงผลกระทบจากอุปสงค์ทั่วโลกที่อ่อนตัวลง ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สภาวะปกติของภาคการท่องเที่ยวหลังจากที่มีการฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยคาดว่าในปี 2570 อัตราการเติบโตจะกระเตื้องขึ้นไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.3 ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากแรงส่งของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังคงแข็งแกร่ง ประกอบกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐ เช่น กลไก "Fastpass" ที่นำโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น

ธนาคารโลกชี้ GDP ไทยสะดุด 1.6% แนะปฎิรูปอุตสาหกรรมสีเขียว โต 2.9% ก่อนปี 2578

วิกฤติภาคการผลิต เร่งปรับตัวสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

"กู้ด" ระบุว่า ภาคการผลิตของไทยซึ่งเคยเป็นเสาหลักสำคัญกำลังเผชิญกับความท้าทาย โดยสัดส่วนของภาคการผลิตในผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ลดลงจากร้อยละ 31 ในปี 2553 เหลือเพียงร้อยละ 25 ในปัจจุบัน ขณะที่ผลิตภาพเริ่มหยุดนิ่ง

สถานการณ์นี้ถือเป็นเสียงเตือนให้ไทยต้องเร่งยกระดับและเปลี่ยนผ่านฐานอุตสาหกรรมไปสู่ความยั่งยืนหรือการเป็น "สีเขียว" มากขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยรายงานระบุว่าปัจจุบันสินค้าสีเขียวมีสัดส่วนเกือบเกือบร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมดของไทยแล้ว ซึ่งถือเป็นรากฐานที่ดีในการต่อยอด

รายงานฉบับนี้ได้ระบุถึง 3 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ไทยมีศักยภาพและสามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับบนของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ได้แก่

1. ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

2. พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar PV)

3. เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับโลก

หากประเทศไทยสามารถขยายผลใน 3 เซกเตอร์นี้ได้อย่างเต็มที่ จะสามารถเพิ่มระดับ GDP ได้สูงถึงร้อยละ 2.9 ภายในปี 2578 และที่สำคัญที่สุดคือจะช่วยสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้กับแรงงานไทยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

กลยุทธ์ระบบนิเวศ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

ผู้อำนวยการธนาคารโลกฯ เน้นย้ำว่า ลำพังเพียงการระบุอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้นยังไม่เพียงพอ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือวิธีการในการขับเคลื่อน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 5 ด้านหลักให้สอดประสานกัน ได้แก่ ทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การเงิน และเทคโนโลยี

ธนาคารโลกมุ่งเน้นการสนับสนุนในระดับระบบนิเวศ มากกว่าแค่การสนับสนุนรายโครงการ เพื่อสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการลงทุนซ้ำจากภาคเอกชน ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการสร้างงานที่ดีขึ้นในระยะยาว

ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ "โอลิมปิกทางการเงิน"

ในช่วงท้ายของการกล่าวปาฐกถา "กู้ด" ได้กล่าวถึงความสำคัญของการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "โอลิมปิกทางการเงิน"

งานดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้นำระดับโลกกว่า 15,000 คน รวมถึงรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และนักลงทุนเอกชนจำนวนมากเข้าร่วม ภายใต้หัวข้อหลักที่รัฐบาลไทยกำหนดคือ "New Horizons: Empowering People, Building Resilience" ซึ่งรายงาน Thailand Economic Monitor ฉบับนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรัฐบาลไทยเพื่อแสดงให้เห็นถึงเส้นทางสู่การสร้างอนาคตที่ยั่งยืน