หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกออกโรงเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่ “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” (El Niño) จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอาจจะผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในปี 2027
ปรากฏการณ์นี้ ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์สภาพอากาศชั่วคราว แต่กำลังเกิดขึ้นจากบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งอาจทำให้ผลกระทบในครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยมีการบันทึกไว้
“เอลนีโญ” ทำปี 2027 ร้อนที่สุด
“เอลนีโญ” จะทำให้ผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรทางตะวันออกและตอนกลางมีอุณหภูมิอุ่นกว่าปรกติ ซึ่งมักจะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่ร้อนจัดผิดไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยปรกติแล้ว “ลมค้า” จะพัดจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นที่สะสมอยู่ไหลย้อนกลับไปยังชายฝั่งของทวีปอเมริกาและปลดปล่อยความร้อนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ
นักอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจพบสัญญาณเริ่มแรกที่สำคัญ นั่นคือ การเกิดกระแสลมกระโชกแรงในพื้นที่ห่างไกลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก รุนแรงทุบสถิติในรอบหลายเดือน กระแสลมเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนตัวผลักดันให้น้ำทะเลที่อุ่นที่สุดในโลกเคลื่อนตัว จากบริเวณใกล้เกาะกวมไปยังชายฝั่งอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ
ดร.แอนดรูว์ วัตกินส์ จากมหาวิทยาลัยโมนาชระบุว่า ในขณะนี้มีปริมาณน้ำอุ่นจำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกของเขตร้อนในแปซิฟิก ซึ่งพร้อมจะไหลย้อนกลับทันทีเมื่อลมค้าอ่อนกำลังลง เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มความร้อนมหาศาลที่ถูกกักเก็บไว้ในมหาสมุทรในปัจจุบัน แล้วคาดว่าจะทำให้เกิดปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
การคาดการณ์นี้ สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า อุณหภูมิโลกมักจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดประมาณ 3 เดือนหลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญผ่านจุดพีคไปแล้ว ดังนั้น หากเอลนีโญในรอบนี้มีความรุนแรงในระดับปานกลางถึงระดับสูง ปี 2027 จึงมีโอกาสสูงมากที่จะสร้างสถิติอุณหภูมิโลกใหม่ เนื่องจากความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรจะถูกระบายออกมาสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
ดร.ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์วิจัยจากกลุ่ม Berkeley Earth ได้วิเคราะห์ว่า “หากปรากฏการณ์เอลนีโญพัฒนาขึ้นในช่วงปลายปีนี้ มันจะส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกในปี 2027 เป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นปี 2026”
“การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล” ทำให้โลกร้อนขึ้น และเริ่มจะมีอิทธิพลเหนือความผันแปรตามธรรมชาติ ปัจจุบันอุณหภูมิมหาสมุทรโลกทำลายสถิติความร้อนต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 9 แล้ว ซึ่งหมายความว่าโลกกำลังเผชิญกับเอลนีโญในช่วงที่อุณหภูมิสูงอยู่แล้ว
เอริก เวบบ์ นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า อุณหภูมิโลกในช่วงที่เกิดเอลนีโญรุนแรง ระดับฐานความร้อนของโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากก๊าซเรือนกระจกที่หนาแน่น ระบบภูมิอากาศจึงไม่สามารถระบายความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาจากเอลนีโญครั้งก่อนได้หมดก่อนที่เอลนีโญรอบใหม่จะเข้ามา ซึ่งเอลนีโญรอบใหม่จะผลักดันให้อุณหภูมิสูงขึ้นไปอีกระดับ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกรายงานที่น่าตกใจว่า มีความเป็นไปได้ถึง 98% ที่อย่างน้อยหนึ่งปีในช่วงปี 2023-2027 จะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสถึง 66% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปีใดปีหนึ่งในช่วงห้าปีนี้จะสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมชั่วคราว
ศ.คริส ฮิววิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการภูมิอากาศของ WMO กล่าวย้ำว่า “นี่คือสัญญาณเตือนที่แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังดำเนินการจำกัดภาวะโลกร้อนอย่างไม่ถูกต้อง ถึงแม้การเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสในระยะสั้นจะไม่ใช่การผิดข้อตกลงปารีสอย่างถาวร แต่มันคือการเตือนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น”
ผลกระทบที่รุนแรงทั่วโลก
ปรากฏการณ์เอลนีโญไม่เพียงแต่จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผิดปรกติ งานวิจัยใหม่ระบุว่า ทวีปแอฟริกาเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลถึง 73% ในช่วงระหว่างปี 2009-2024 โดยมีปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งอัตรานี้ให้สูงขึ้น
ประเทศชายฝั่งกว่า 38 ประเทศในแอฟริกามีความเปราะบางอย่างมาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและอุปกรณ์ในการเฝ้าระวังระดับน้ำทะเล คลื่นความร้อนในทะเลที่เกิดจากเอลนีโญคุกคามที่อยู่อาศัย และทำลายระบบนิเวศแหล่งประมง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจชายฝั่งและแหล่งอาหารของประชากรจำนวนมหาศาล
ขณะที่ในสหรัฐ เอลนีโญจะส่งผลต่อการเปลี่ยนทิศทางของกระแสลมกรด ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของพายุและฤดูกาล แม้เอลนีโญมักจะช่วยให้กิจกรรมของพายุเฮอริเคนในแถบมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ความร้อนที่สูงเป็นประวัติการณ์ในมหาสมุทรอาจทำให้ผลกระทบนี้ลดลง และทำให้พายุยังคงมีความรุนแรงในระดับสูงได้
สำหรับภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เอลนีโญมักจะมาพร้อมกับความแห้งแล้งรุนแรงในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และบางส่วนของเอเชียใต้ ในขณะเดียวกัน พื้นที่บางส่วนของอเมริกาใต้ ตอนใต้ของสหรัฐ และแอฟริกาตะวันออก อาจเผชิญกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนเสี่ยงต่ออุทกภัยร้ายแรง
ศ.เพตเตอรี ทาลาส เลขาธิการ WMO เน้นย้ำว่า การประกาศสภาวะเอลนีโญคือสัญญาณให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเริ่มเคลื่อนไหวและเตรียมพร้อมในทุกด้าน เพราะการเตรียมการล่วงหน้าและระบบเตือนภัยล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่เปราะบางให้รอดพ้นจากสภาพอากาศที่เลวร้าย
ที่มา: Oceanographic Magazine, The Guardian, The Washington Post, WMO





