ในยุคที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ “แร่สำคัญ” หรือ Critical Minerals ได้กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ประเทศมหาอำนาจแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก (Rare Earth Elements) ลิเทียม นิกเกิล หรือโคบอลต์ ซึ่งเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียว กลับซ่อน “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง–สาละวิน ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลก
เตือนไทยจะเป็นฮับ อาจเสี่ยงชีวิตคนและแม่น้ำ
“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับตนเองเป็นฮับของห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ สิ่งที่ต้องตอบให้ชัดก่อนคือ ประเทศไทยพร้อมหรือไม่ที่จะปล่อยให้ความมั่งคั่งใหม่ของเศรษฐกิจสีเขียว เกิดขึ้นบนความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและความปลอดภัยของแม่น้ำ
วิกฤติมลพิษน้ำข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน ไม่ใช่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ที่กำลังกัดกินความสามารถแข่งขันของไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคเกษตร อาหาร การท่องเที่ยว ไปจนถึงความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่าง EV อิเล็กทรอนิกส์ และแม่เหล็กถาวร
Krungsri Research ชี้ “ด้านมืด” แร่หายาก
ข้อมูลจาก Krungsri Research ตอกย้ำว่า ห่วงโซ่อุปทานแร่หายากมี “ด้านมืด” ที่ไม่อาจมองข้าม การทำเหมืองและการแปรรูปต้องใช้สารเคมีอันตราย สร้างของเสียพิษ และมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำ
ขณะเดียวกัน แร่หายากหนัก (Heavy Rare Earths) ยังมีแหล่งอุปทานกระจุกตัวสูงในไม่กี่ประเทศ โดยเฉพาะจีน เมียนมา และ สปป.ลาว ทำให้ห่วงโซ่อุปทานมีความเปราะบางทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และความยั่งยืนในระยะยาว
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น Krungsri Research ยังชี้ว่า การทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาถูกเชื่อมโยงกับการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชุมชนทั้งฝั่งเมียนมาและประเทศไทย
ยุทธศาสตร์ต้องเปลี่ยน จาก “ไล่ล่าแร่” สู่ “คุ้มครองแม่น้ำ”
“ธารา" กล่าวด้วยว่า จากความเสี่ยงดังกล่าว ยุทธศาสตร์แร่สำคัญของไทยไม่สามารถเดินตามโมเดลเดิม ที่เน้นการเข้าถึงวัตถุดิบโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนแฝงได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องย้ายศูนย์กลางจาก “การไล่ล่าแร่” ไปสู่ “การคุ้มครองแม่น้ำ” และเปลี่ยนความปลอดภัยด้านทรัพยากรน้ำให้เป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจ
แม้ประเทศไทยจะไม่มีเหมืองแร่หายากเชิงพาณิชย์ แต่กลับมีบทบาทสำคัญในตำแหน่ง “กลางน้ำ–ปลายน้ำ” ของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สุดในการตั้งกติกา
Krungsri Research ระบุว่า ในปี 2024 ไทยมีบทบาททั้งการนำเข้าสารประกอบแร่หายาก การแปรรูปบางส่วน และการเชื่อมต่อสู่ภาคการผลิตที่ใช้แร่หายาก โดยไทยนำเข้าสารประกอบแร่หายาก” และส่งออก “โลหะแร่หายาก” รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแม่เหล็กถาวร เช่น การมีฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องอย่าง Magnequench ในจังหวัดนครราชสีมา
ในเชิงยุทธศาสตร์ นั่นหมายความว่า ไทยควบคุมประตูเข้า–ออกของตลาด และสามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า วัตถุดิบแร่หายากและแม่เหล็กถาวรที่จะเข้าสู่โรงงานไทย หรือเข้าสู่ซัพพลายเชน EV และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ต้องผ่านมาตรฐานความโปร่งใส ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และปลอดภัยต่อแหล่งน้ำ
เสนอไทยเป็น “Clean & Traceable Corridor” ภูมิภาค
“ธารา" เสนอว่า เพื่อวางตำแหน่งให้ชัดและแข่งขันได้ทั้งด้านเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม ไทยต้องประกาศบทบาทเป็นระเบียงการผลิตที่สะอาดและตรวจสอบได้ สำหรับห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและแม่เหล็กถาวร โดยยึดการปกป้องแม่น้ำเป็นหัวใจ
แนวทางดังกล่าวต้องมียุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ 5 ด้าน ได้แก่
- การทูตสิ่งแวดล้อมเชิงรุก จัดทำข้อตกลงเฝ้าระวังมลพิษน้ำข้ามพรมแดนด้วยระบบตรวจวัดร่วม เกณฑ์เตือนภัย และแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
- กติกา Traceability และ Due Diligence กำหนดให้แร่สำคัญและแม่เหล็กถาวรต้องเปิดเผยแหล่งที่มา ตรวจสอบย้อนกลับตามความเสี่ยง และมีบทลงโทษต่อการบิดเบือนข้อมูล
- ยกระดับมาตรฐานการแปรรูป ใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด (BAT) ระบบควบคุมของเสียเข้มงวด การตรวจวัดอิสระ และหลักประกันการฟื้นฟูที่บังคับใช้ได้จริง
- คุ้มครองชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ การสื่อสารความเสี่ยง และการดูแลสุขภาพประชาชน
- ลดการพึ่งพาเหมืองด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน รีไซเคิลแม่เหล็กถาวร ออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้แร่น้อยลง และยืดอายุการใช้งาน
ยุทธศาสตร์แร่ ต้องเริ่มจากการปกป้องแม่น้ำ
ในขณะที่การแข่งขันแร่หายากมักถูกเล่าในมุมการช่วงชิงทรัพยากร "ธารา" ชี้ว่า ในลุ่มน้ำโขง–สาละวิน ทรัพยากรที่หายากกว่าแร่ คือแม่น้ำที่ปลอดภัยและการกำกับดูแลแหล่งน้ำที่โปร่งใส
หากประเทศไทยสามารถปกป้องแม่น้ำให้ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กติกาห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส ไทยจะไม่เพียงปกป้องประชาชนของตนเอง แต่ยังจะก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่โลกต้องการ ในยุคที่บริษัทและประเทศกำลังหลีกเลี่ยงซัพพลายเชนที่สกปรกและมีความเสี่ยงสูง
ท้ายที่สุด หากไทยต้องการเป็นผู้ชนะในยุทธศาสตร์แร่สำคัญ สิ่งแรกที่ต้องทำ อาจไม่ใช่การหาแร่เพิ่ม แต่คือการปกป้องสิ่งที่ห่วงโซ่อุปทานขาดไม่ได้ที่สุด นั่นคือแม่น้ำ เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีของผู้คน





