วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เรือสินค้าปานามาจมอันดามัน คพ.ใช้ Oil Map ตรวจผลกระทบระบบนิเวศ–รับมือมลพิษ

เรือสินค้าปานามาจมอันดามัน คพ.ใช้ Oil Map ตรวจผลกระทบระบบนิเวศ–รับมือมลพิษ

เหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามา SEALLOYD ARC ซึ่งเดินทางจากประเทศมาเลเซียมุ่งหน้าสู่บังกลาเทศ อับปางในทะเลอันดามัน บริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะแก้วน้อย ตำบลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนความเปราะบางของระบบคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล ท่ามกลางความกังวลเรื่อง คราบน้ำมันรั่วไหล ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า จากการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ Oil Map เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน พบว่า แนวโน้มคราบน้ำมันจะเคลื่อนตัวออกไปทางทิศตะวันตก มุ่งสู่ทะเลเปิด และ ไม่พัดเข้าสู่ชายฝั่งของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานยังคงย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ในทะเลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ มอบหมายให้กองจัดการคุณภาพน้ำ โดยส่วนแหล่งน้ำทะเล และสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 15 (ภูเก็ต) ติดตามสถานการณ์เรือจมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนด้านวิชาการ ทั้งการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม การเฝ้าระวังผลกระทบ และการประสานการเก็บกู้เรือและตู้สินค้าจนกว่าจะแล้วเสร็จ โดยทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกรณีเกิดคราบน้ำมันรั่วไหล

ขณะเดียวกัน การตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ 2 แห่ง คือ หาดราไวย์ และ หาดในหาน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00 น. ไม่พบคราบน้ำมันในพื้นที่ชายหาด โดยค่าพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) และค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด (TDS) ยังคงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งประเภทที่ 4 เพื่อการนันทนาการ

แม้ตัวเลขล่าสุดจะสะท้อนว่า คุณภาพน้ำทะเลยัง “ปกติ” แต่เหตุเรือสินค้าจมครั้งนี้ได้ตอกย้ำคำถามสำคัญว่า ระบบป้องกันและการรับมือเหตุฉุกเฉินทางทะเลของไทย พร้อมแค่ไหน หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะในพื้นที่อย่างภูเก็ต ความเสียหายไม่ได้วัดแค่คราบน้ำมันบนผิวน้ำ แต่หมายถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และระบบนิเวศที่ฟื้นฟูได้ยาก