วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

หน้าร้อน 2569 มาเร็ว เริ่ม ก.พ. ยาวถึง พ.ค. กทม.ทำแผนตั้งรับ จะเอาอยู่หรือไม่

หน้าร้อน 2569 มาเร็ว เริ่ม ก.พ. ยาวถึง พ.ค. กทม.ทำแผนตั้งรับ จะเอาอยู่หรือไม่

ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สภาพอากาศมีความรุนแรงและยาวนานมากขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูร้อนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

โดย "ธารา บัวคำศรี" ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors กล่าวว่า กรุงเทพมหานครกำลังต่อสู้เรื่องคลื่นความร้อน โดยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ได้เปิดเผยถึงเตรียมแผนบริหารจัดการความร้อนปี 2569 โดยระบุ “จุดเสี่ยงความร้อนเมือง” (Urban Heat Hotspots) 379 จุดทั่วเมือง ตั้งแต่ไซต์ก่อสร้าง สวนสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ ตลาด สนามกีฬา ไปจนถึงชุมชนหนาแน่น

พร้อมระบบเตือนภัยความร้อน 4 ระดับสีตามค่า Heat Index (เขียว–เหลือง–ส้ม–แดง) ตามแนวคิด BKK Cooling Rooms การตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการความร้อน และมาตรการระยะยาวด้านพื้นที่สีเขียว แหล่งน้ำ กฎอาคาร และผังเมือง ภายใต้แนวคิด Shaping a Cooler Bangkok ร่วมกับธนาคารโลก

นี่คือสัญญาณเชิงบวกที่สำคัญ แต่แผนนี้จะช่วยชีวิตและปกป้องสุขภาพของผู้คนได้จริงหรือไม่ คำตอบอยู่ที่การเปลี่ยน “ประกาศเตือน” ให้กลายเป็น “บริการที่จับต้องได้” เมื่อระดับสีเปลี่ยน เมืองต้องทำอะไรให้ประชาชนทันที และประชาชนต้องคาดหวังสิ่งนั้นได้

แนวคิด “ปฏิบัติการรับมือกับคลื่นความร้อน (Heatwave Action Wheel)” ชี้ชัดว่า การรับมือที่มีประสิทธิภาพต้องออกแบบให้ผู้คนเป็นผู้กระทำการ ไม่ใช่ผู้รับคำเตือนอย่างโดดเดี่ยว ต้องเริ่มจากจุดที่ผู้คนรู้สึกถึงผลกระทบจริง รับมือกับอารมณ์ด้านลบ ลดความตึงเครียด สร้างความรู้สึกเชิงบวก ความเป็นชุมชน และเชื่อมโยง วิกฤติ ระหว่างฤดูกาล เช่น ความร้อนกับฝุ่นพิษ

“ระดับสี” สัญญาบริการของเมือง

วันนี้กรุงเทพมหานครมีระบบเตือนภัย 4 ระดับสีแล้ว (City Service Level Agreement - SLA) หรือแต่สิ่งที่ยังไม่ชัดคือ เมื่อเข้าสู่สีเหลือง ส้ม หรือแดง เมืองจะ “ลงมือทำอะไร” ให้ประชาชนบ้าง หลักคิดสำคัญคือ ประกาศเตือนต้องเท่ากับบริการ ไม่ใช่แค่คำแนะนำให้ดูแลตัวเอง เพราะงานวิจัยพบว่า ในช่วงคลื่นความร้อน ผู้คนจำนวนมากรู้สึกโกรธ ไร้อำนาจ และหากไม่เห็นผลลัพธ์จากมาตรการ จะยิ่งหมดแรงและถอยไปสู่การปฏิเสธหรือยอมจำนน

กทม. มีแนวทางเชิงปฏิบัติ ได้แก่

  • สีเหลือง (เตือน): จุดต่อคิวขนส่งมวลชน ท่าเรือ ป้ายรถเมล์ ต้องมี “ร่มเงา + น้ำดื่ม” เป็นมาตรฐานขั้นต่ำ
  • สีส้ม (มีผลกระทบ): เปิดบริการเชิงรุกในจุดเสี่ยง ทีมเคลื่อนที่แจกน้ำและเกลือแร่ จุดพักร้อนชั่วคราวในตลาด วิน และไซต์งาน พร้อมแจ้งเตือนนายจ้างเรื่องรอบพักงานกลางแจ้ง
  • สีแดง (มีผลกระทบสูง): เพิ่มกำลังระบบฉุกเฉิน มีช่องทางส่งต่อผู้เสี่ยงสูง และมาตรการลดกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น

หาก กทม. เผยแพร่ตารางที่เชื่อม “ระดับสี และมาตรการ” แบบสั้น ชัด และตรวจสอบได้ ความน่าเชื่อถือของแผนจะเพิ่มขึ้นทันที

ลงทุนให้ถูกจุด: การเดินทางและการทำธุระ

"ธารา" อธิบายว่า จากการประยุกต์ใช้ Heatwave Action Wheel ในกรุงเดลี พบว่า ผู้คนรู้สึกได้รับผลกระทบมากที่สุดจากคลื่นความร้อนในสองเรื่อง คือ การเดินทาง และ การทำธุระ ซึ่งสะท้อนกรุงเทพฯ อย่างตรงตัว เพราะจุดเสี่ยงจำนวนมากคือพื้นที่ที่ต้อง “รอ–เดิน–ยืน–ทำงาน” กลางแดด แนวทางสำคัญคือ

  • Cool Commute Nodes: จุดเดินทางที่มีร่มเงากันแดดได้จริง น้ำดื่ม และป้ายเตือนระดับสีในพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่โพสต์ออนไลน์
  • Cool Market Lanes: ช่องทางเดินในตลาดที่ลดความร้อนด้วยผ้าใบ ร่มเงา การระบายอากาศ และจุดพักร้อนสำหรับพ่อค้าแม่ค้า
  • การกำหนดมาตรการเฉพาะพื้นที่เมื่อเข้าสู่ระดับสีส้ม–แดง

ทั้งหมดนี้ควรออกแบบแบบมีส่วนร่วมและเป็นกลุ่ม ไม่ผลักภาระให้แต่ละคนดิ้นรนเอง เพราะยิ่งทำให้เป็นภาระรายบุคคล ยิ่งเพิ่มแรงเสียดทานทางสังคม

ยกระดับห้องคลายร้อน

แนวคิด BKK Cooling Rooms เป็นก้าวสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบางด้วยน้ำ ยา และบริการฉุกเฉิน แต่เพื่อให้ใช้ได้จริงในเมืองจริง ควรปรับ 3 เรื่องหลัก

  • เวลาให้บริการยืดหยุ่น: ช่วง 11:00–15:00 ดีต่อช่วงพีก แต่คนทำงานกลางแจ้งจำนวนมากเริ่มเช้า–เลิกเย็น เมืองควรขยายเวลาเฉพาะเขตหรือจุดเสี่ยงสูงในวันที่สีส้ม–แดง
  • Listening Hub: ห้องคลายร้อนควรมีระบบรับฟังปัญหาแบบเร็ว (QR, ไลน์, เจ้าหน้าที่) เพื่อแก้จุดติดขัดหน้างานทันที
  • พื้นที่พักใจ: แทนการย้ำความเสี่ยงจนเพิ่มความกังวล ควรเป็นพื้นที่ฟื้นแรง ลดความเครียด และช่วยให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

"ธารา" บอกว่า วิกฤติคลื่นความร้อนทำให้อารมณ์ลบเพิ่มขึ้น เช่น ความโกรธ ความรู้สึกไร้อำนาจ และความกังวล หากการสื่อสารของรัฐยิ่งเพิ่มความเครียด จะผลักผู้คนไปสู่การปฏิเสธหรือยอมจำนน กทม. จึงต้องสื่อสารแบบ “ทำให้คนทำได้จริง” มากกว่า “เตือนให้กลัว” และต้องแสดงตัวอย่างความร่วมมือ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะโทษกันเองในสังคม

เชื่อมฤดูร้อนกับฤดูฝุ่น

นอกจากนั้น เมืองควรมองคลื่นความร้อนและมลพิษทางอากาศเป็นสองฤดูกาล วิกฤติ ที่ต้องรับมือเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานแยกส่วน มาตรการด้านการเดินทางและการทำธุระสามารถช่วยได้ทั้งสองวิกฤติ ควรพัฒนา “ศูนย์พักพิงสองบทบาท” ที่ทั้งร่มเย็นและอากาศสะอาดในพื้นที่นำร่อง และใช้ช่วงคั่นระหว่างฤดูเพื่อการเตรียมการล่วงหน้า

กรุงเทพฯ กำลังก้าวไปไกลกว่าหลายเมือง ด้วยการยอมรับว่า “ความร้อนสุดขั้ว” คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และเริ่มวางระบบตอบสนองอย่างจริงจัง แต่หากแผนปี 2569 จะทำงานได้จริง เมืองต้องกล้าขยับอีกขั้น เปลี่ยนประกาศเตือนให้เป็นบริการที่จับต้องได้ในพื้นที่จริง และออกแบบให้ผู้คนมีส่วนร่วม เห็นผล และไว้ใจระบบ