background-default

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

ภาพน้ำสีดำจำนวนมากถูกสูบระบายลงทะเลตรงชายหาดจอมเทียน ไม่ได้เป็นเพียง “อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง” หากแต่สะท้อนคำถามใหญ่ต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างพัทยา ว่าเรากำลังพัฒนาเมืองไปข้างหน้า โดยทิ้งต้นทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติไว้เบื้องหลังหรือไม่ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทะเลซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะของประเทศ

กรณีดังกล่าวนำไปสู่คำสั่งเร่งด่วนจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่าง “เฉียบขาด” กับบริษัทเอกชนที่ลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเล พร้อมตอกย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ไม่อาจใช้สิ่งแวดล้อมเป็นพื้นที่ระบายต้นทุนได้อีกต่อไป

ปล่อยน้ำเสียกลางหาดจอมเทียน บททดสอบความยั่งยืนเมืองท่องเที่ยวพัทยา

ลักลอบปล่อยน้ำเสียกลางเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ บริษัท ไดนามิค กรุ๊ป โปรดักส์ จำกัด ผู้รับจ้างดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน ได้สูบน้ำเสียสีดำจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำเสียสะสมในระบบท่อระบายน้ำ ระบายลงสู่ทะเลโดยตรง อ้างว่าเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของคนงาน

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวเป็น เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การปล่อยน้ำเสียลงทะเลจึงไม่ใช่เพียงการละเลยขั้นตอน แต่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย และกฎหมายว่าด้วยความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

กรมควบคุมมลพิษได้มอบหมายกองกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีจนถึงที่สุด พร้อมยืนยันว่า หากการกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติหรือสาธารณสมบัติ ผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้รัฐตามมูลค่าความเสียหายทั้งหมด

ผู้ก่อเหตุรับสารภาพ แต่คำถามต่อระบบยังไม่จบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษรายงานความคืบหน้าว่า ผู้ก่อเหตุ รับสารภาพทุกข้อกล่าวหา โดยถูกดำเนินคดีในหลายฐานความผิด ตั้งแต่การฝ่าฝืนมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การทิ้งสิ่งปฏิกูลลงทะเลโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปจนถึงความผิดตามกฎหมายประมง ซึ่งมีอัตราโทษปรับสูงสุดถึง 500,000 บาท

แม้ผลการตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้นในพารามิเตอร์พื้นฐานยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หน่วยงานรัฐยังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจในกลุ่มแบคทีเรีย โลหะหนัก สารอาหาร และปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศชายฝั่งและทรัพยากรสัตว์น้ำ

จาก “ผิดกฎหมาย” สู่คำถามเรื่องความยั่งยืน

กรณีหาดจอมเทียนสะท้อนปัญหาที่ลึกไปกว่าการกระทำผิดรายเดียว นั่นคือ ช่องว่างระหว่างการพัฒนาเมืองกับระบบกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมุมของความยั่งยืน (sustainability) เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า

  • การจัดการน้ำเสียต้องถูกออกแบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แก้ปัญหาหน้างาน
  • ผู้รับเหมาและผู้ดำเนินโครงการต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่เฉพาะงานก่อสร้าง
  • การบังคับใช้กฎหมายต้อง “เร็วและจริง” เพื่อไม่ให้การทำผิดกลายเป็นต้นทุนที่ถูกกว่า การปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่สำคัญ ทะเลและชายหาดไม่ใช่เพียงฉากหลังของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่เป็น ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงรายได้ ผู้คน และความมั่นคงทางอาหาร การปล่อยให้น้ำเสียไหลลงทะเล แม้เพียงครั้งเดียว อาจสร้างผลกระทบที่ยาวนานกว่าตัวเลขค่าปรับหลายเท่า

บทเรียนที่ต้องไม่จบแค่คดีความ

การดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดในครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ หลังจากนี้ หน่วยงานรัฐจะสามารถยกระดับการกำกับดูแล ป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะเดียวกันเกิดซ้ำ และทำให้ “การพัฒนาเมืองชายฝั่ง” เดินหน้าไปพร้อมกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติได้หรือไม่

เพราะหากทะเลยังถูกใช้เป็นทางออกสุดท้ายของปัญหาหน้างาน ความยั่งยืนก็จะยังคงเป็นเพียงคำสวยหรู ที่ละลายหายไปพร้อมกับน้ำเสียสีดำกลางชายหาด