background-default

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'วิกฤติพื้นที่ชุ่มน้ำโลก' เหลือไม่ถึง 2% ไทยเร่งฟื้นฟู 'ฟองน้ำธรรมชาติ' สู้ภัยโลกร้อน

'วิกฤติพื้นที่ชุ่มน้ำโลก' เหลือไม่ถึง 2% ไทยเร่งฟื้นฟู 'ฟองน้ำธรรมชาติ' สู้ภัยโลกร้อน

ข้อมูลจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TIE) เผยสถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำเข้าขั้นวิกฤติ หลังพบเหลือพื้นที่เพียง 1.6-2.0% ของโลกเท่านั้น เตือนไทยเร่งปกป้อง "ภูมิคุ้มกันธรรมชาติ" ก่อนสูญเสียปราการด่านแรกในการรับมือมวลน้ำและดักจับคาร์บอน ชี้หากปล่อยให้ถูกทำลายจากการขยายตัวของเมืองและการเกษตร จะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว

"ฟองน้ำ" ที่กำลังแห้งเหือด ความสำคัญที่โลกมองข้าม

พื้นที่ชุ่มน้ำเปรียบเสมือนอวัยวะสำคัญของโลกที่ทำหน้าที่เป็น "ฟองน้ำ" คอยซับน้ำหลากในช่วงน้ำท่วมและค่อยๆ ปล่อยน้ำออกมาในช่วงภัยแล้ง นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • การกรองมลพิษ: ทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองน้ำธรรมชาติที่ช่วยบำบัดสารเสียก่อนลงสู่แหล่งน้ำหลัก
  • การกักเก็บคาร์บอน: มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับก๊าซเรือนกระจก ช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน
  • การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ: เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและพืชพรรณท้องถิ่น

ปัจจุบัน พื้นที่เหล่านี้เหลืออยู่เพียงไม่ถึง 2% ของพื้นที่โลก สำหรับประเทศไทย สถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งและเขตเมืองที่ถูกรุกล้ำเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเกษตรเชิงเดี่ยว จนระบบนิเวศเดิมสูญเสียความสมดุล

4 ภัยคุกคามหลัก ทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำไทย

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยจำแนกปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำไทยเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ดังนี้

  1. การเปลี่ยนสภาพที่ดิน: การถมที่ดินเพื่อขยายตัวเมืองและเกษตรกรรม ตัดขาดวงจรน้ำธรรมชาติ
  2. สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง: ภาวะเอลนีโญและลานีญาที่รุนแรงทำให้สมดุลพืชและสัตว์ท้องถิ่นล่มสลาย
  3. มลพิษจากกิจกรรมมนุษย์: การปล่อยน้ำเสียและขยะ ทำให้เกิดภาวะน้ำเน่าเสียและวัชพืชต่างถิ่นระบาด
  4. ทัศนคติเชิงลบ: การมองว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็น "สิ่งกีดขวางการพัฒนา" มากกว่าทรัพยากรล้ำค่า

ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย ทางรอดสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เพื่อให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนวทางเร่งด่วน 6 ด้าน 

  1. การคุ้มครองพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์: บูรณาการพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดเล็กเข้ากับผังเมืองและแผนรับมือโลกร้อน
  2. ยกระดับแผนท้องถิ่น: กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพในระดับจังหวัดให้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นพื้นที่ไร้เจ้าของ
  3. มาตรการ No Net Loss: หากโครงการพัฒนาจำเป็นต้องใช้พื้นที่ ต้องมีการสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำทดแทนเพื่อไม่ให้พื้นที่รวมลดลง
  4. กฎหมายเฉพาะ: ผลักดันพระราชบัญญัติจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเป็นกลไกคุ้มครองตามมาตรฐานสากล
  5. ฐานข้อมูลดิจิทัล: เชื่อมโยงข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อใช้ตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ
  6. กองทุนเพื่อธรรมชาติ: จัดตั้งแหล่งเงินทุนที่โปร่งใสเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ในระยะยาว

การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เพียงการรักษาธรรมชาติ แต่คือการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านทั้งในระดับนโยบายและการมีส่วนร่วมของชุมชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง