“น้ำท่วมโลก” กลายเป็นหนึ่งในความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเพียงไม่กี่เซนติเมตร ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลกได้ มีข้อมูลระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นทุก ๆ หนึ่งเซนติเมตร จะทำให้มีผู้คนอีกประมาณ 6 ล้านคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมชายฝั่ง
ความกังวลล่าสุดของเหล่านักวิทยาศาสตร์มุ่งเป้าไปที่ “พรูดโฮโดม” (Prudhoe Dome) โดมน้ำแข็งขนาดมหึมาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ ที่นักวิจัยพบว่าเคยละลายหายไปจนหมดสิ้นในอดีต ปัจจุบันโดมน้ำแข็งแห่งนี้มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับประเทศลักเซมเบิร์ก ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร และมีความหนาถึง 500 เมตร หากโครงสร้างน้ำแข็งขนาดใหญ่นี้ละลายหายไปอีกครั้ง มันจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากพรูดโฮโดมเกิดการละลายอย่างสมบูรณ์ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่ามันสามารถ ผลักดันให้ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นได้มากถึง 73 เซนติเมตร ตัวเลขนี้ถือเป็นระดับที่สร้างความเสียหายได้ในวงกว้าง และหากมองในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ทั้งหมดมีปริมาณน้ำแข็งมหาศาลซึ่งหากละลายหมดสิ้น จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร การค้นพบว่าพรูดโฮโดมเคยหายไปในอดีตจึงเป็นสัญญาณเตือนว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยในอนาคตอันใกล้
โครงการ GreenDrill ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยบัฟฟาโลและมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ทำการขุดเจาะน้ำแข็งลึกลงไปถึง 509 เมตร เพื่อเก็บตัวอย่างตะกอนและหินที่ถูกฝังอยู่ใต้พรูดโฮโดม การค้นพบจากการขุดเจาะครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า โดมน้ำแข็งแห่งนี้เคยละลายหายไปอย่างสมบูรณ์เมื่อประมาณ 7,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้มาก สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าน้ำแข็งบริเวณขอบของกรีนแลนด์มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย
ดร.เจสัน ไบรเนอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล แสดงความกังวลถึงความสัมพันธ์ระหว่างอดีตและปัจจุบันว่า “นี่คือช่วงเวลาที่รู้จักกันดีในเรื่องความเสถียรของสภาพภูมิอากาศ เมื่อมนุษย์เริ่มพัฒนาการเกษตรและก้าวเข้าสู่การเป็นอารยธรรม ดังนั้น การที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ไม่รุนแรง ในยุคนั้นสามารถละลายพรูดโฮโดมได้ จึงอาจเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่มันจะเริ่มหลุดลอกออกไปอีกครั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ในปัจจุบัน”
นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างตะกอนใต้พื้นน้ำแข็งด้วยวิธีหาอายุด้วยวิธีเปล่งแสง (Luminescence Dating) เป็นการตรวจวัดแสงเรืองรองจากตะกอน เพื่อระบุว่าพวกมันเคยสัมผัสแสงแดดครั้งล่าสุดเมื่อใด ผลการศึกษาพบว่าตะกอนใต้พรูดโฮโดมเคยได้รับแสงแดดในช่วงระหว่าง 6,000-8,200 ปีก่อน หมายความว่าน้ำแข็งที่เคยปกคลุมอยู่ได้ละลายออกไปจนหมดจนแสงแดดสามารถส่องถึงพื้นดินได้ในช่วงยุคโฮโลซีนตอนต้น
ในช่วงเวลาที่พรูดโฮโดมละลายหายไป อุณหภูมิของโลกสูงกว่าปัจจุบันประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิจัยคาดว่าโลกอาจไปถึงระดับอุณหภูมินี้ได้ภายในปี 2100 หากยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างจริงจัง ดังนั้นมีโอกาสสูงที่พรูดโฮโดมจะละลายจนหมดสิ้นในศตวรรษนี้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ดร.ยอร์ก เชเฟอร์ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวถึงความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้ว่า “หินและตะกอนจากใต้แผ่นน้ำแข็งบอกเราโดยตรงว่า ขอบของแผ่นน้ำแข็งส่วนใดที่เปราะบางที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำนายระดับน้ำทะเลในท้องถิ่นที่แม่นยำ วิทยาศาสตร์สาขาใหม่นี้ให้ข้อมูลผ่านการสังเกตการณ์โดยตรง และเป็นสิ่งที่พลิกเกมในการทำนายการละลายของน้ำแข็ง”
การสำรวจในครั้งนี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เนื่องจากทีมวิจัยต้องเผชิญกับอุปสรรคทางธรรมชาติท่ามกลางความหนาวเหน็บของเกาะกรีนแลนด์ ในช่วงสุดท้ายของการขุดเจาะ เกิดรอยร้าวในน้ำแข็งที่เกือบจะทำให้โครงการล้มเหลว แต่ด้วยการตัดสินใจที่รวดเร็วและการใช้หัวเจาะพิเศษที่ใช้สำหรับเจาะหิน ทำให้พวกเขาสามารถขุดเจาะผ่านน้ำแข็งหนากว่า 118 เมตรได้สำเร็จ
ความสำเร็จในการขุดตัวอย่างเหล่านี้ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะปัจจุบันเรามีตัวอย่างวัตถุจากใต้แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์น้อยกว่าตัวอย่างหินจากดวงจันทร์เสียอีก
ร่องรอยประวัติศาสตร์ใต้พรูดโฮโดมยังสอดคล้องกับการค้นพบบริเวณใกล้เคียงอย่าง “ค่ายเซนจูรี” ซึ่งเป็นฐานทัพเก่าสมัยสงครามเย็น ที่เคยพบตะกอนดินซึ่งบ่งบอกว่าแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์เคยมีขนาดเล็กลงอย่างมากเมื่อประมาณ 400,000 ปีก่อน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของปัญหาน้ำท่วมโลกในอนาคตอาจซ่อนอยู่ในความเปราะบางของขอบแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้เอง
การค้นพบว่าพรูดโฮโดมเคยละลายหายไปท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่มีความเสถียรในอดีต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการกระทำของมนุษย์ในปัจจุบัน ภัยคุกคามจากน้ำท่วมโลกอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด วิทยาศาสตร์กำลังมอบหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้โลกได้เตรียมพร้อมรับมือกับระดับน้ำทะเลที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรในศตวรรษหน้า
ที่มา: Earth, Euro News, New Atlas, Scitech Daily





