วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิด 6 เทรนด์ความยั่งยืน 2026 เมื่อโลกธุรกิจก้าวสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง

เปิด 6 เทรนด์ความยั่งยืน 2026 เมื่อโลกธุรกิจก้าวสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง

ปี 2026 ถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของโลกธุรกิจ เมื่อแรงกดดันจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้แนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายเสริมภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นรากฐานใหม่ของการเติบโต ความสามารถในการแข่งขัน และความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว EGCO Group ได้รวบรวม 6 เทรนด์ความยั่งยืนสำคัญที่ภาคธุรกิจควรจับตาในปี 2026 เพื่อใช้เป็นเข็มทิศในการเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร และเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ

1. Decarbonization: มุ่งลดคาร์บอนอย่างจริงจัง

การเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญที่ผลักดันให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายดังกล่าวถูกขับเคลื่อนผ่านนโยบาย กฎหมาย และกลไกทางเศรษฐกิจในระดับสากลที่ชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้น

ในภาคธุรกิจ หลายองค์กรเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนและหันมาใช้พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Google ที่ลงทุนซื้อพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 1 กิกะตันต่อปีภายในปี 2030 สะท้อนให้เห็นว่า “การลดคาร์บอน” กำลังกลายเป็นทิศทางหลักของโลกธุรกิจยุคใหม่

2. ลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว

รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดภาวะโลกร้อนในระดับ 1.5 °C และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภายใต้นโยบาย Net Zero Emissions by 2050 ต้องมีการลงทุนเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2030 ซึ่งมากกว่าจำนวนปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยครอบคลุมทั้ง พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้า เทคโนโลยีจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ฟิวส์พลังงานต่ำ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับระบบพลังงานสะอาดที่ยืดหยุ่นและเชื่อถือได้

รายงานยังเน้นว่า แม้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดจะเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน แต่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องการเงินทุนเพิ่มหลายเท่าตัวเพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานให้ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการรวมแหล่งทุนภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกันเพื่อดึงการลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่โครงการพลังงานสะอาด

3. Digitalization & AI: เทคโนโลยีกับความยั่งยืนคู่กัน

เทคโนโลยีอย่าง AI, Blockchain และ IoT กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น หลังจากหลายองค์กรได้ทดลองใช้ AI อย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา ปี 2026 จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ธุรกิจจะหันมาใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์และมีความรับผิดชอบมากขึ้น

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การจัดทำรายงาน ESG แบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านความยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงการสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งล้วนช่วยเสริมรากฐานความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

4. Smart Mobility: ขนส่งและเดินทางแบบคาร์บอนต่ำ

ภาคการขนส่งยังคงเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำคัญของโลก การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งอัจฉริยะ จึงกลายเป็นกลไกหลักในการลดคาร์บอนในระดับโครงสร้าง

สำหรับประเทศไทย การดำเนินนโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5 ช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเชื่อมโยง EV เข้ากับระบบพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานที่ครบวงจรและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

5. Water Stewardship: บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ปัญหาการขาดแคลนน้ำกำลังถูกยกระดับเป็นประเด็นสำคัญด้าน ESG ที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม องค์กรถูกคาดหวังให้สามารถวัด ลด และเปิดเผยการใช้น้ำอย่างโปร่งใส ครอบคลุมทั้งกระบวนการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน

แรงกดดันจากกฎระเบียบ นักลงทุน และผู้บริโภค ทำให้การบริหารจัดการน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องของการประหยัด แต่หมายถึงการดูแลทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศและสังคมโดยรวม

6. Trust Economy: ความโปร่งใส รากฐานความยั่งยืน

ในยุคที่ข้อมูลเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว “ความเชื่อมั่น” กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่องค์กรต้องบริหารอย่างจริงจัง ความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ เป็นปัจจัยหลักที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี

การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมสร้าง Trust Economy ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

EGCO Group กับเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก EGCO Group เดินหน้าสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำผ่าน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

  • ระยะสั้น เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี 2030
  • ระยะกลาง มุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040
  • ระยะยาว บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050

ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่สำคัญของประเทศไทย ผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในระยะยาว