เมื่อผืนป่าลดน้อยลง แต่ยุงไม่ได้หายไปไหน พวกมันกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ด้วยการหันมากัดและดูดเลือดมนุษย์เพิ่มมากขึ้น แทนที่จะเป็นสัตว์ป่าตามธรรมชาติเหมือนในอดีต ตามผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร Frontiers in Ecology and Evolution
“ป่าแอตแลนติก” ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งของบราซิล เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ตั้งแต่นกและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและปลา แต่การขยายตัวของมนุษย์ทำให้ป่าแห่งนี้แตกแยกออกเป็นส่วน ๆ จนเหลือพื้นที่เพียงประมาณ 29-33% เท่านั้น
การบุกรุกป่าไม่ได้แค่ทำให้ต้นไม้หายไปเท่านั้น แต่ยังทำลายห่วงโซ่อาหารทั้งหมดด้วย สัตว์ต่าง ๆ สูญเสียถิ่นที่อยู่ อพยพ หรือหายไปจากพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหารของแมลง ด้วยเหตุนี้ ยุงจึงเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการหาอาหารอย่างชัดเจน พวกมันหันมาเลือกมนุษย์เป็นแหล่งอาหารหลักทดแทนสัตว์ป่าที่หายไปจากระบบนิเวศ
ดร.เจโรนิโม อเลนคาร์ นักชีววิทยาและผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัย ระบุว่า “เราพบว่ายุงสายพันธุ์ที่จับได้ในส่วนที่เหลืออยู่ของป่าแอตแลนติก ต้องการกินเลือดมนุษย์มนุษย์อย่างชัดเจน”
การเปลี่ยนแปลงนี้ ถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งในด้านสาธารณสุข โดย ดร.เซอร์จิโอ มาชาโด ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาอธิบายเสริมว่า
“ในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายของโฮสต์ที่เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังสูง การที่ยุงหันมาชอบมนุษย์จะช่วยเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ”
ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ใช้กับดักแสงไฟในเขตรักษาพันธุ์ธรรมชาติสองแห่งในรัฐริโอเดจาเนโร เพื่อเก็บตัวอย่างยุงตัวเมียที่เพิ่งกินเลือดมา จากนั้นได้นำเลือดเหล่านั้นมาวิเคราะห์ดีเอ็นเอและลำดับยีนสำหรับทำเป็น “ดีเอ็นเอบาร์โคด” ซึ่งจะช่วยระบุให้ชัดเจนว่าเลือดนั้นมาจากสัตว์ชนิดใดโดยไม่ต้องคาดเดา
ผลการวิเคราะห์พบว่าจากยุงทั้งหมด 1,714 ตัวจาก 52 สายพันธุ์ พบว่ามีตัวอย่างเลือดที่สามารถระบุที่มาได้ชัดเจน 24 ตัวอย่าง และในจำนวนนี้พบว่าเป็นเลือดมนุษย์ถึง 18 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของตัวอย่างทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นเลือดจากนก 6 ตัวอย่าง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หนู และสัตว์ตระกูลสุนัข
สิ่งที่ทำให้นักวิจัยประหลาดใจ เนื่องจากยุงบางตัวที่ถูกจับได้ในพื้นที่ป่าลึกห่างจากที่อยู่อาศัยของมนุษย์ถึง 1 กิโลเมตร กลับมีเลือดมนุษย์อยู่ในท้อง ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ายุงอาจบินออกจากป่าเพื่อไปหากินในพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่ ก่อนจะบินกลับเข้ามาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไกลกว่าปรกติ
นอกจากนี้ยังพบว่า ในยุงบางสายพันธุ์กินทั้งเลือดคนและเลือดสัตว์ เช่น Cq. venezuelensis กินเลือดคนและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ หรือสายพันธุ์ Cq. fasciolata ที่กินเลือดนกและเลือดคน พฤติกรรมนี้สะท้อนว่ายุงมีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมจะงับเหยื่อทุกชนิดที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อความอยู่รอด
ดร.มาชาโด อธิบายถึงสาเหตุที่ยุงหันมาหาคนว่า “เมื่อตัวเลือกตามธรรมชาติน้อยลง ยุงถูกบังคับให้มองหาแหล่งเลือดใหม่ พวกมันจึงหันมากินเลือดมนุษย์มากขึ้นเพราะความสะดวก เนื่องจากเราเป็นโฮสต์ที่พบได้บ่อยที่สุดในพื้นที่เหล่านี้ ยุงมักไม่บินไปไกลเพื่อหาอาหารหากมีมนุษย์อยู่ใกล้ตัวและเป็นเป้าหมายที่เข้าถึงง่ายกว่า”
ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นนี้ นำมาซึ่งความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากยุงสามารถแพร่กระจายไวรัสร้ายแรงหลายชนิด เช่น ไข้เหลือง ไข้เลือดออก ซิกา มายาโร ซาเบีย และชิกุนกุนยา
ยุงได้รับการขนานนามว่าเป็น “สัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก” โดยคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปประมาณ 1 ล้านคนในแต่ละปี และเป็นต้นเหตุของโรคติดเชื้อมากกว่า 17% ทั่วโลก นักวิจัยเตือนว่าหากยุงเริ่มปรับตัวเข้ากับมนุษย์ได้สมบูรณ์แบบแล้ว การจะย้อนกระบวนการนี้กลับไปจะทำได้ยากยิ่ง
เมื่อพลวัตของป่าเปลี่ยนแปลงไป ยุงที่ปรกติกินเลือดสัตว์ป่าหลายชนิดหันมากินเลือดมนุษย์มากขึ้น การเชื่อมโยงระหว่างเชื้อโรคจากสัตว์ป่ากับการระบาดในมนุษย์ก็อาจเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การเพิ่มโอกาสแพร่ระบาด หรือเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขอบป่าที่ผู้คน ยุง และสัตว์ป่าที่พลัดถิ่นอาศัยอยู่ร่วมกัน
“พฤติกรรมของยุงนั้นซับซ้อน ถึงแม้ว่ายุงบางชนิดอาจมีพฤติกรรมที่ชอบโดยกำเนิด แต่ความพร้อมของโฮสต์และความใกล้ชิดเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมาก” ดร.อเลนคาร์กล่าว
นั่นเป็นเหตุผลที่ทีมวิจัยมองว่า พฤติกรรมการหาอาหารของยุงเป็นมากกว่าแค่เรื่องน่าสนใจทางชีววิทยา การทำความเข้าใจว่ายุงกัดใครช่วยในการทำนายว่าโรคมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปยังที่ใดมากที่สุด
สำหรับวิธีป้องกัน ดร. มาชาโด เน้นย้ำว่าทางออกที่ยั่งยืนคือการปกป้องและฟื้นฟูผืนป่า โดยระบุว่า “เราสามารถป้องกันเรื่องนี้ได้ด้วยการมอบสภาพแวดล้อมที่ดีในป่าให้กับยุง เราต้องการความสมดุลระหว่างธรรมชาติและการใช้ชีวิต เพราะสถานการณ์ในตอนนี้ไม่เป็นผลดีเลย”
นอกจากการอนุรักษ์ป่าแล้ว ข้อมูลจากการศึกษาพฤติกรรมการหาอาหารของยุงยังสามารถนำมาใช้สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าได้ การที่เรารู้ว่ายุงในพื้นที่ใดมีแนวโน้มจะหันมากินเลือดมนุษย์มากขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถวางแผนเฝ้าระวังและป้องกันโรคได้อย่างตรงจุด
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่ายังต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้น เนื่องจากตัวอย่างเลือดในท้องยุงย่อยสลายเร็วมาก ทำให้ระบุแหล่งที่มาได้เพียงประมาณ 38% ของยุงที่มีเลือดเท่านั้น การศึกษาในอนาคตจึงจำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลที่ครอบคลุมทุกฤดูกาลและทุกระดับการทำลายป่าเพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนกว่าเดิม
ดร.อเลนคาร์ เน้นย้ำว่าการเข้าใจพฤติกรรมยุงจะนำไปสู่กลยุทธ์การควบคุมที่คำนึงถึงสมดุลระบบนิเวศการรู้ว่ายุงในพื้นที่มีความชอบมนุษย์อย่างรุนแรง ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกันได้อย่างตรงจุด เพื่อลดอันตรายก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในอนาคต
ที่มา: ABC News, Earth, Euro News, Independent, Science Daily, Science Focus





