สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมารุนแรงอีกครั้งในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ท่ามกลางคำถามของสังคมว่า เหตุใดปัญหานี้จึงยังวนซ้ำไม่รู้จบ ทั้งที่ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามเผาในที่โล่งและพื้นที่ป่าที่มีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นปรับสูงสุด 2 ล้านบาท และจำคุกสูงสุด 20 ปี
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนชัดว่า ต้นตอของฝุ่นพิษระลอกนี้ ไม่ใช่การจราจรในเมือง แต่เกิดจาก การเผาขนาดใหญ่ในจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพมหานครทางฝั่งตะวันออก ซึ่งส่งผลให้กลุ่มควันมหาศาลเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างรวดเร็ว
GISTDA ชี้ชัด ฝุ่นเช้านี้ “วิกฤติ” ทั่วกรุงเทพฯ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) รายงานข้อมูลดาวเทียม อัปเดตเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 28 มกราคม 2569 พบว่า ค่าฝุ่น PM2.5 รายชั่วโมง ในกรุงเทพมหานครอยู่ในระดับสูงมากทุกเขต โดยมีมากกว่า 10 เขตที่ค่าฝุ่นเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเข้าข่ายอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
(GISTDA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม วัดการสะสมฝุ่นในชั้นบรรยากาศ เป็นการประเมินจากพื้นที่กว้าง ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ)
ขณะเดียวกัน ภาพรวมทั้งประเทศพบ อย่างน้อย 40 จังหวัด มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองหลวง
ผู้ว่าฯ กทม. เตือนควันเผานอกพื้นที่ คือตัวการหลัก
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 มกราคม 2569 "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกมาเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น หลังตรวจพบว่ามีกลุ่มควันขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอธิบายว่า สถานการณ์ครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยขณะนี้สภาพอากาศค่อนข้างปิด ระดับการยกตัวของอากาศต่ำกว่า 2,000 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ที่ไม่ดี ทำให้ฝุ่นละอองเกิดการสะสมและระบายออกได้ยาก อย่างไรก็ตาม คาดว่าสภาพอากาศในช่วงกลางวันของวันถัดไปจะเริ่มดีขึ้น
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเผาขนาดใหญ่ในจังหวัดใกล้เคียงทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ได้เกิดจากการจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยพบว่ามีพื้นที่การเผาประมาณ 13,000 ไร่ ส่งผลให้กลุ่มควันจากการเผาดังกล่าวแผ่ปกคลุมพื้นที่ราว 1,700 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของกรุงเทพมหานครทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ทิศทางลมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่พากลุ่มควันเคลื่อนตัวเข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยตรง ส่งผลให้พื้นที่โซนตะวันออกของกรุงเทพฯ เช่น เขตหนองจอก และเขตมีนบุรี ได้รับผลกระทบเป็นด่านแรก โดยค่าฝุ่นในหลายจุดเริ่มขยับเข้าสู่ระดับสีแดง ขณะที่พื้นที่ฝั่งธนบุรียังได้รับผลกระทบน้อยกว่าในช่วงแรก
"ชัชชาติ" กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงเทพมหานครได้เสนอส่งรถดับเพลิงเข้าไปสนับสนุนการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ต้นทางของการเผาแล้ว แต่ทางพื้นที่แจ้งว่ามีรถและกำลังเพียงพออยู่แล้ว สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ฝุ่น คาดว่าจะยังปกคลุมพื้นที่ตลอดทั้งคืนเนื่องจากสภาพอากาศปิด ก่อนจะเริ่มคลี่คลายและปรับตัวดีขึ้นในช่วงสายของวันรุ่งขึ้น เมื่ออัตราการระบายอากาศดีขึ้น
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครขอความร่วมมือ Work From Home (WFH) วันที่ 29–30 มกราคม 2569 เพื่อลดการเดินทางและช่วยลดฝุ่นในช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ระดับสีส้ม และขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมเป็นเครือข่าย WFH โดยสามารถลงทะเบียนผ่านลิงก์ https://u.bangkok.go.th/WFH2569 โดยรูปแบบการ WFH คือ
1. WFH เมื่อกรุงเทพมหานครประกาศขอความร่วมมือ
2. WFH อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน ระหว่างเดือนมกราคม - มีนาคม พ.ศ. 2569
เช็ก 12 เขตฝุ่นสูงสุด หนองจอกอันดับหนึ่ง
ข้อมูลการตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 07:00 น. พบ 12 เขตที่มีค่าสูงสุด ได้แก่
(กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ ใช้สถานีตรวจวัดภาคพื้นดินวัดอากาศที่ระดับการหายใจจริงให้ค่าที่เฉพาะจุด ทั้งนี้ค่ามาตรฐานใน กทม. ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.)
- หนองจอก 80.8 มคก./ลบ.ม.
- มีนบุรี 77.3
- คลองสามวา 76.5
- คันนายาว 76.1
- ประเวศ 71.7
- สายไหม 70.7
- ลาดกระบัง 69.2
- สวน 60 พรรษาฯ ลาดกระบัง 68.0
- สวนเสรีไทย บึงกุ่ม 66.9
- สวนหนองจอก 66.5
- บึงกุ่ม 65.9
- สะพานสูง 63.6
คาดการณ์ 7 วันข้างหน้า ยังไม่จบง่ายๆ
ข้อมูลจากศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานวันที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดในทุกภูมิภาค
จังหวัดที่พบค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ได้แก่ ปทุมธานี กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ น่าน ลำพูน พิษณุโลก อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ตราด หนองคาย และเลย
สถานการณ์ PM2.5 แยกตามภูมิภาค
- ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 4 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 10.2–66.5 มคก./ลบ.ม.
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐาน 2 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 8.9–41.7 มคก./ลบ.ม.
- ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 34.7–77.6 มคก./ลบ.ม.
- ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 23.2–53.2 มคก./ลบ.ม.
- ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 11.9–24.0 มคก./ลบ.ม.
- กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (สถานี คพ. ร่วมกับ กทม.) เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 35.3–94.6 มคก./ลบ.ม.
คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน (29 ม.ค. – 4 ก.พ. 2569)
- กทม.และปริมณฑล ค่าฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วง 29 ม.ค. – 2 ก.พ.
- ภาคกลาง–ตะวันตก แนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วง 29 ม.ค. – 2 ก.พ.
- ภาคเหนือ (17 จังหวัด) แนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วง 29 ม.ค. – 2 ก.พ.
- ภาคอีสาน แนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วง 29 ม.ค. – 2 ก.พ.
- ภาคตะวันออก แนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วง 29 ม.ค. – 2 ก.พ.
- ภาคใต้ คุณภาพอากาศดีต่อเนื่อง
ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษสอดคล้องกับข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA และคำเตือนจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ชี้ว่า การเผาในพื้นที่นอกเขตเมือง โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคตะวันออก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบในวงกว้าง
กฎหมาย "ยาแรง" แต่ทำไมคนไม่กลัว?
ก่อนหน้านี้ "สุรินทร์ วรกิจธำรง" อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ย้ำว่า ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการเผาในที่โล่งหลายฉบับ ครอบคลุมทั้งพื้นที่เอกชน พื้นที่เกษตร และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยการเผาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน มีโทษทั้งจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับลักษณะและพื้นที่ของการกระทำความผิด
สำหรับการเผาในพื้นที่ของตนเองหรือในพื้นที่สาธารณะทั่วไป จนก่อให้เกิดเหตุรำคาญ เช่น การเผาขยะมูลฝอยหรือการเผาสิ่งของกลางแจ้ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ระงับการกระทำดังกล่าว หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่การเผาในพื้นที่ข้างทางหรือถนน ภายในระยะไม่เกิน 500 เมตรจากทางเดินรถ จนก่อให้เกิดควันหรือสิ่งอื่นใดที่อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในการจราจร ถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
ส่วนการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม เช่น การเผาไร่อ้อย เผาตอซังข้าว หรือการเผาในที่โล่ง จนเป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในกรณีการเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่การเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท และหากเป็นการเผาป่าที่มีเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ จะต้องระวางโทษหนักขึ้น คือจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท
จุดความร้อนพุ่ง 1,733 จุด เผานาข้าวครองแชมป์
"รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช" อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) พบจำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 1,274 จุดในวันก่อนหน้า เป็น 1,733 จุด
โดยการเผาในนาข้าวยังเป็นแหล่งกำเนิดหลัก สูงถึง 759 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมาก รองลงมาคือการเผาอ้อย 185 จุด ข้าวโพดและไร่หมุนเวียน 62 จุด เกษตรประเภทอื่น 245 จุด ขณะที่พื้นที่ป่าเริ่มมีการเผาเพิ่มขึ้นเป็น 317 จุด และแหล่งอื่น ๆ อีก 165 จุด
ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา เมียนมาร์ และ สปป.ลาว มีแนวโน้มลดลง ทำให้ปัจจัยหลักของมลพิษทางอากาศในช่วงนี้มาจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศเป็นสำคัญ
"รศ.ดร.วิษณุ" ระบุว่า ในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา พรรคการเมืองทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง และบรรจุเป็นนโยบายหลัก พร้อมเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งพิจารณาเลือกพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจแก้ปัญหาฝุ่นพิษเพื่อสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพดาวเทียมฟ้องชัด เผานา
เพจ “ฝ่าฝุ่น” เปิดเผยข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมที่ตรวจพบการเผาในที่โล่ง ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน จนทีมงานต้องใช้ยาพ่นรักษาโรคหืด และคาดว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากปัญหาฝุ่น PM2.5
เพจฝ่าฝุ่นชี้ว่า การเผานา ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรมักปฏิเสธผลกระทบ กลับสร้างความเสียหายต่อเมืองและกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรง โดยในแต่ละปี ประเทศไทยมีการเผานาข้าวราว 4.5 ล้านไร่ และไร่อ้อยกว่า 3.5 ล้านไร่ รวมกับไฟป่าในพื้นที่อนุรักษ์และป่าสงวนอีกประมาณ 9 ล้านไร่ ส่งผลให้การเผานาข้าวคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของการเผาในที่โล่งทั้งหมด
กรณีการเผานาข้าวน้ำลึกในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี แม้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีตามข้อมูลจากดาวเทียม แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชนปรากฏชัดในวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ
สำหรับกรุงเทพมหานคร เพจประเมินว่า ฝุ่นจากการเผาในที่โล่งคิดเป็นประมาณ 40% ของมลพิษทางอากาศตลอดทั้งปี ส่วนที่เหลือมาจากการจราจร โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถโดยสารดีเซลเก่าที่ยังคงใช้งานอยู่จำนวนมาก
เพจฝ่าฝุ่นระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าคำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดของรัฐยังไม่สามารถปกป้องประชาชนได้จริง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดผล การลักลอบเผายังคงดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาจำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุยและสร้างความร่วมมือทุกฝ่าย พร้อมใช้ข้อมูลและหลักวิชาการเป็นฐาน แทนการใช้มาตรการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อปัญหาฝุ่น PM2.5





