วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

ปี 2568 ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมได้ก้าวพ้นจากการเป็นประเด็นเฉพาะกลุ่ม ไปสู่ความเสี่ยงร่วมที่กระทบชีวิตคนไทยในทุกมิติ ตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงคุณภาพชีวิต ภายใต้โลกที่ร้อนขึ้น ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงกว่าเดิม ระบบนิเวศที่เสื่อมถอย และมลพิษที่ปนเปื้อนถึงอาหารบนจาน แล้ว รัฐและการเมืองไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากพอหรือไม่?

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผลสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ ผลสำรวจยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง เมื่อกว่า 88% ของประชาชนยอมรับว่าตนเองได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดยปัญหาที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือมลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22% และปัญหาขยะและของเสีย 15%

ระดับผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

  • มากที่สุด: 138 คน (14%)
  • มาก: 382 คน (38%)
  • ปานกลาง: 366 คน (36%)
  • น้อย: 104 คน (10%)
  • น้อยที่สุด: 26 คน (2%)

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยเห็นว่าสำคัญที่สุด:

  • มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22%
  • มลพิษขยะและของเสีย 15%
  • การบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้ง/น้ำท่วม)
  • สารเคมีปนเปื้อน
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่ “ติดตามข่าว/กังวล” มากที่สุด

  • มหาภัยพิบัติภาคกลางและภาคใต้ 46%
  • มลพิษฝุ่น PM2.5 และอุบัติเหตุโรงงาน 33%
  • วิกฤติแม่น้ำ จ.เชียงราย 10%
  • วิกฤตผาหาและพะยูนตาย
  • การระบาดของปลาหมอคางดำ

พฤติกรรมที่เปลี่ยนเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

  • ลดขยะพลาสติก/แยกขยะ/พกแก้วส่วนตัว 47%
  • สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 31%
  • ประหยัดพลังงาน/ติดโซลาร์เซลล์ 10%
  • ใช้รถ EV ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเป็นพิเศษ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยเห็นว่าสำคัญที่สุด

  • มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22%
  • มลพิษขยะและของเสีย 15%
  • การบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้ง/น้ำท่วม)
  • สารเคมีปนเปื้อน
  • ความหลากหลายทางชีวภาพ

เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่ “ติดตามข่าว/กังวล” มากที่สุด

  • มหาภัยพิบัติภาคกลางและภาคใต้ 46%
  • มลพิษฝุ่น PM2.5 และอุบัติเหตุโรงงาน 33%
  • วิกฤติแม่น้ำ จ.เชียงราย 10%
  • วิกฤติผาหาและพะยูนตาย
  • การระบาดของปลาหมอคางดำ

พฤติกรรมที่เปลี่ยนเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

  • ลดขยะพลาสติก/แยกขยะ/พกแก้วส่วนตัว 47%
  • สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 31%
  • ประหยัดพลังงาน/ติดโซลาร์เซลล์ 10%
  • ใช้รถ EV ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
  • ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเป็นพิเศษ

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

นโยบายที่ประชาชนอยากให้พรรคการเมืองผลักดัน

  • กฎหมายอากาศสะอาด 57%
  • จัดการน้ำทั้งระบบ (แก้น้ำผือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) 51%
  • จัดการขยะครบวงจร (Zero Waste) 47%
  • จัดการภาคอุตสาหกรรม 39%
  • ลดค่าไฟ & พลังงานสะอาด 38%
  • ฟื้นฟูระบบนิเวศ (พื้นที่สีเขียว/ป่าชายเลน) 32%
  • ภาษีคาร์บอน 14%
  • อื่น ๆ (เช่น ปลูกไม้มีค่าถาวร, บังคับใช้กฎหมายจริงจัง) 0.2%

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชน

  • การบังคับใช้กฎหมาย
    • บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ
    • เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม
  • การศึกษาและจิตสำนึก
    • ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เยาว์วัย
    • รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • การจัดการขยะและมลพิษ
    • แยกขยะอย่างจริงจังทั้งระบบ
    • ยกเลิกพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
    • จัดการ PM2.5 อย่างยั่งยืน
  • นโยบายภาครัฐ
    • สนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่
    • มาตรการภาษีเพื่อจูงใจการรักษาสิ่งแวดล้อม
    • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหา
  • การจัดการพื้นที่เมืองและพื้นที่สีเขียว
    • เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
    • วางผังเมืองรองรับการขยายตัวและระบบขนส่ง

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนและทวีความรุนแรงพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ และวิกฤติมลพิษ ซึ่งล้วนมีรากปัญหาเดียวกันคือรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วิกฤติแรก คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบปรากฏชัดผ่านสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่สลับกันรุนแรงขึ้น เกิดความเสียหายต่อภาคเกษตร เศรษฐกิจฐานราก และความมั่นคงด้านน้ำ ขณะเดียวกัน เมืองใหญ่ต้องรับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศใหม่ และต้นทุนการรับมือภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยหวั่นมากสุด หากรัฐนิ่ง-เศรษฐกิจอาจถล่ม

ความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมถอย

วิกฤติที่สอง คือ ความหลากหลายทางชีวภาพที่เสื่อมถอย โดยเฉพาะปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร ตัวอย่าง “ปลาหมอคางดำ” ที่แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความเสียหายต่อสัตว์น้ำท้องถิ่นและรายได้ของชุมชนประมง สะท้อนว่าการจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศยังขาดการป้องกันเชิงระบบและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

มลพิษสิ่งแวดล้อม

วิกฤติที่สาม คือ มลพิษสิ่งแวดล้อม ซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศและหมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงปัญหาขยะจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพประชาชน ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.วิจารย์ ระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของอนาคตประเทศและความอยู่รอดของสังคม” ที่รัฐจำเป็นต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่อาจแยกขาดจากเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของประเทศ หากแต่ต้องถูกบูรณาการเป็นทิศทางการพัฒนาหลัก เพื่อกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว