ปี 2568 ที่ผ่านมาได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมได้ก้าวพ้นจากการเป็นประเด็นเฉพาะกลุ่ม ไปสู่ความเสี่ยงร่วมที่กระทบชีวิตคนไทยในทุกมิติ ตั้งแต่สุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงคุณภาพชีวิต ภายใต้โลกที่ร้อนขึ้น ภัยพิบัติที่ถี่และรุนแรงกว่าเดิม ระบบนิเวศที่เสื่อมถอย และมลพิษที่ปนเปื้อนถึงอาหารบนจาน แล้ว รัฐและการเมืองไทยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากพอหรือไม่?
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ผลสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤติสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ ผลสำรวจยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง เมื่อกว่า 88% ของประชาชนยอมรับว่าตนเองได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดยปัญหาที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือมลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% รองลงมาคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22% และปัญหาขยะและของเสีย 15%
ระดับผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
- มากที่สุด: 138 คน (14%)
- มาก: 382 คน (38%)
- ปานกลาง: 366 คน (36%)
- น้อย: 104 คน (10%)
- น้อยที่สุด: 26 คน (2%)
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยเห็นว่าสำคัญที่สุด:
- มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22%
- มลพิษขยะและของเสีย 15%
- การบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้ง/น้ำท่วม)
- สารเคมีปนเปื้อน
- ความหลากหลายทางชีวภาพ
เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่ “ติดตามข่าว/กังวล” มากที่สุด
- มหาภัยพิบัติภาคกลางและภาคใต้ 46%
- มลพิษฝุ่น PM2.5 และอุบัติเหตุโรงงาน 33%
- วิกฤติแม่น้ำ จ.เชียงราย 10%
- วิกฤตผาหาและพะยูนตาย
- การระบาดของปลาหมอคางดำ
พฤติกรรมที่เปลี่ยนเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
- ลดขยะพลาสติก/แยกขยะ/พกแก้วส่วนตัว 47%
- สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 31%
- ประหยัดพลังงาน/ติดโซลาร์เซลล์ 10%
- ใช้รถ EV ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
- ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเป็นพิเศษ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่คนไทยเห็นว่าสำคัญที่สุด
- มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42%
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 22%
- มลพิษขยะและของเสีย 15%
- การบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้ง/น้ำท่วม)
- สารเคมีปนเปื้อน
- ความหลากหลายทางชีวภาพ
เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมที่ “ติดตามข่าว/กังวล” มากที่สุด
- มหาภัยพิบัติภาคกลางและภาคใต้ 46%
- มลพิษฝุ่น PM2.5 และอุบัติเหตุโรงงาน 33%
- วิกฤติแม่น้ำ จ.เชียงราย 10%
- วิกฤติผาหาและพะยูนตาย
- การระบาดของปลาหมอคางดำ
พฤติกรรมที่เปลี่ยนเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
- ลดขยะพลาสติก/แยกขยะ/พกแก้วส่วนตัว 47%
- สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 31%
- ประหยัดพลังงาน/ติดโซลาร์เซลล์ 10%
- ใช้รถ EV ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว
- ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเป็นพิเศษ
นโยบายที่ประชาชนอยากให้พรรคการเมืองผลักดัน
- กฎหมายอากาศสะอาด 57%
- จัดการน้ำทั้งระบบ (แก้น้ำผือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) 51%
- จัดการขยะครบวงจร (Zero Waste) 47%
- จัดการภาคอุตสาหกรรม 39%
- ลดค่าไฟ & พลังงานสะอาด 38%
- ฟื้นฟูระบบนิเวศ (พื้นที่สีเขียว/ป่าชายเลน) 32%
- ภาษีคาร์บอน 14%
- อื่น ๆ (เช่น ปลูกไม้มีค่าถาวร, บังคับใช้กฎหมายจริงจัง) 0.2%
ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชน
- การบังคับใช้กฎหมาย
- บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ
- เพิ่มบทลงโทษผู้กระทำผิดด้านสิ่งแวดล้อม
- การศึกษาและจิตสำนึก
- ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เยาว์วัย
- รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม
- การจัดการขยะและมลพิษ
- แยกขยะอย่างจริงจังทั้งระบบ
- ยกเลิกพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
- จัดการ PM2.5 อย่างยั่งยืน
- นโยบายภาครัฐ
- สนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่
- มาตรการภาษีเพื่อจูงใจการรักษาสิ่งแวดล้อม
- กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหา
- การจัดการพื้นที่เมืองและพื้นที่สีเขียว
- เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง
- วางผังเมืองรองรับการขยายตัวและระบบขนส่ง
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า ตลอดปี 2568 โลกและประเทศไทยกำลังเผชิญ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนและทวีความรุนแรงพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพ และวิกฤติมลพิษ ซึ่งล้วนมีรากปัญหาเดียวกันคือรูปแบบการพัฒนาและการบริโภคที่ไม่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
วิกฤติแรก คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบปรากฏชัดผ่านสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่สลับกันรุนแรงขึ้น เกิดความเสียหายต่อภาคเกษตร เศรษฐกิจฐานราก และความมั่นคงด้านน้ำ ขณะเดียวกัน เมืองใหญ่ต้องรับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศใหม่ และต้นทุนการรับมือภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมถอย
วิกฤติที่สอง คือ ความหลากหลายทางชีวภาพที่เสื่อมถอย โดยเฉพาะปัญหาการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร ตัวอย่าง “ปลาหมอคางดำ” ที่แพร่กระจายในแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างความเสียหายต่อสัตว์น้ำท้องถิ่นและรายได้ของชุมชนประมง สะท้อนว่าการจัดการทรัพยากรชีวภาพของประเทศยังขาดการป้องกันเชิงระบบและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
มลพิษสิ่งแวดล้อม
วิกฤติที่สาม คือ มลพิษสิ่งแวดล้อม ซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดจากแหล่งกำเนิดภายในประเทศและหมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงปัญหาขยะจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในดิน น้ำ และห่วงโซ่อาหาร ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพประชาชน ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ดร.วิจารย์ ระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของอนาคตประเทศและความอยู่รอดของสังคม” ที่รัฐจำเป็นต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงไม่อาจแยกขาดจากเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของประเทศ หากแต่ต้องถูกบูรณาการเป็นทิศทางการพัฒนาหลัก เพื่อกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว





