ตลอด ปี 2568 งานด้านธรณีของไทยไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บหรือบนแผนที่สำรวจ แต่ “ขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาของสังคม” ตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในภูมิภาคที่แรงสั่นสะเทือนมาถึงไทย ไปจนถึงการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ชนิดใหม่ของโลกและการผลักดันองค์ความรู้สู่ประชาชนผ่านนิทรรศการขนาดใหญ่
กรมทรัพยากรธรณี ในฐานะหน่วยงานหลักด้านธรณีวิทยา ทรัพยากรแร่ ซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม และธรณีพิบัติภัย เดินหน้าภารกิจ “อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรณีอย่างยั่งยืน” ควบคู่กับการสื่อสารข้อมูลให้เข้าถึงง่าย ท่ามกลางปีที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่หลายด้านพร้อมกัน
ต่อไปนี้คือ 5 เหตุการณ์ธรณี ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของปี 2568 ภาพรวมที่สะท้อนว่า “ธรณีวิทยา” ใกล้ตัวกว่าที่คิด และกำลังมีบทบาทต่อทั้งความปลอดภัย เศรษฐกิจ และอนาคตเทคโนโลยีของประเทศ
รอยเลื่อนสะกายสะเทือนไทย
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดของปี คือ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 8.2 บนรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ระดับความลึก 10 กิโลเมตร และมีแผ่นดินไหวตามมา (After Shock) มีขนาด 2.8 – 7.1 จำนวน 27 ครั้ง (ข้อมูล ณ เวลา 18.48 น.) (ที่มา : USGS กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมทรัพยากรธรณี) ซึ่ง แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ อีสาน ตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า จากสถานการณ์แผ่นดินไหวบนบกขนาดในครั้งนี้ จุดศูนย์เกิดแผ่นดินไหวอยู่ที่บริเวณเมืองมันดาเลย์ ประเทศเมียนมา ห่างจากเมืองสะกายไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือค่อนไปทางเหนือเป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ละติจูด 22.013 องศาเหนือ ลองจิจูด 95.922 องศาตะวันออก
สาเหตุเกิดจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนระนาบเหลื่อมขวา (right-lateral strike slip fault) แนวตัวในแนวทิศเหนือ-ทิศใต้) ซึ่งมีอัตราการเคลื่อนตัวประมาณ 18-20 มม./ปี
ธาตุหายาก วัตถุดิบต้นน้ำของโลกไฮเทค
ปี 2568 เป็นอีกปีที่ “Rare Earth Elements (REEs)” หรือ ธาตุหายาก ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งในมุมเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน องค์ความรู้ที่กรมทรัพยากรธรณีสื่อสารต่อสาธารณะชี้ว่า ธาตุหายากเป็นกลุ่มธาตุโลหะ 17 ชนิดซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่
แม้ “พบได้ทั่วไป” ในธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้ “หายากจริง” คือการต้องพบแหล่งสะสมที่มีความเข้มข้นเพียงพอ และต้องอาศัยเทคโนโลยีการสกัดที่ซับซ้อน ต้นทุนสูง และต้องคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ นี่คือหัวใจของคำถาม “หายากจริงหรือ?” ที่สังคมสนใจ
ในมุมการใช้งาน REEs มีคุณสมบัติทางเคมี-ฟิสิกส์เฉพาะ เช่น เกี่ยวข้องกับวัสดุแม่เหล็กถาวร การนำไฟฟ้า/ความร้อน การเรืองแสง ฯลฯ จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
สำหรับประเทศไทย กรมทรัพยากรธรณีสื่อสารว่า “ธาตุหายากในไทยอาจไม่ได้หายากตามชื่อ แต่ยังยาก” ในการค้นหาแหล่งสะสมเข้มข้นและทำให้สกัดได้ในระดับใช้งานจริง พร้อมระบุว่าหน่วยงานเริ่มสำรวจธาตุหายากอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2555 และพบความสัมพันธ์กับพื้นที่หินแกรนิตในหลายกรณี รวมถึงมีการเผยแพร่ข้อมูลพื้นฐานเชิงวิชาการให้สาธารณะ/หน่วยงานสนใจนำไปต่อยอดได้ตามระเบียบ
เทอโรซอร์ตัวแรกของไทย
ถ้าไดโนเสาร์คือเจ้าแห่งผืนดิน โลกบรรพชีวินของไทยในปี 2568 ก็ได้ “เจ้าแห่งท้องฟ้า” เป็นครั้งแรก เมื่อมีการประกาศค้นพบเทอโรซอร์ชนิดใหม่ของโลกและเป็นชนิดแรกที่พบในประเทศไทย คือ “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” (Garudapterus buffetauti) จากแหล่งซากดึกดำบรรพ์พระปรง จังหวัดสระแก้ว
ชิ้นฟอสซิลสำคัญคือส่วนปลายขากรรไกรบน จากชั้นหินหมวดเสาขัว อายุราว 130 ล้านปี และมีการตีพิมพ์ผลการศึกษาลงในวารสาร Cretaceous Research ช่วงเดือนมีนาคม
กรมทรัพยากรธรณี ระบุรายละเอียดทางอนุกรมวิธานว่า เทอโรซอร์ชนิดนี้อยู่ในกลุ่ม Pterodactyloidea วงศ์ย่อย Gnathosaurinae มีลักษณะเด่นปลายปากแผ่กว้างคล้ายนกปากช้อน มีฟันแหลมเรียวเหมาะต่อการจับปลา และคาดว่ากางปีกกว้างประมาณ 2.5 เมตร
ชื่อสกุล “Garudapterus” สื่อถึง “ปีกครุฑ” ขณะที่ “buffetauti” ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.เอริก บุฟโต นักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทต่อการศึกษาซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังในไทยยาวนานหลายทศวรรษ ความสำคัญไม่ได้มีแค่ “ครั้งแรกของไทย” แต่ยังช่วยเติมช่องว่างความรู้ด้านความหลากหลายของระบบนิเวศยุคครีเทเชียส และขยายขอบเขตการกระจายของกลุ่ม Gnathosaurinae มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ชั้นหอยน้ำจืดหนาที่สุดในโลก ขึ้นทะเบียนเพื่ออนุรักษ์
อีกหนึ่ง “ที่สุด” ที่ย้ำว่าแผ่นดินไทยยังมีสมบัติทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นระดับโลก คือแหล่งซากดึกดำบรรพ์หอยน้ำจืดที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีสื่อสารว่าเป็นชั้นหอยน้ำจืดที่หนาที่สุดในโลก และใช้เวลากว่า 22 ปีสู่การขึ้นทะเบียนเพื่อการอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ
ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่า การค้นพบเริ่มต้นจากการทำเหมืองถ่านหินเมื่อปี 2546 ก่อนพบชั้นหอยขมโบราณสะสมต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ราว 52 ไร่ มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 10 เมตร และหนาสุดราว 12 เมตร ลักษณะเป็นชั้นหนาตรงกลางบางลงที่ขอบ และแทบไม่มีชั้นดินคั่นกลาง สะท้อนการสะสมตัวที่โดดเด่นทางธรณีวิทยา
นอกจากคุณค่าด้าน “ชั้นหอยหนาที่สุด” แหล่งแม่เมาะยังเป็นฐานข้อมูลธรรมชาติให้ศึกษาวิวัฒนาการและระบบนิเวศอดีต ผ่านซากหอยน้ำจืดกลุ่ม Bellamya รวมถึงงานศึกษาความหลากหลายที่รายงานการพบสายพันธุ์ใหม่ในชั้นหอย
มหัศจรรย์แห่งกาลเวลา 13 ไดโนเสาร์ไทย
ปิดท้ายปีด้วยมิติ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” ที่เข้าถึงผู้คนวงกว้าง กรมทรัพยากรธรณีจัดนิทรรศการ “13 Dinos of Siam : มหัศจรรย์แห่งกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 14–30 สิงหาคม 2568 ณ กรมทรัพยากรธรณี ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
มีการนำเสนอ “ไดโนเสาร์ไทย 13 สายพันธุ์เสมือนจริง” พร้อมขบวนพาเหรดและมาสคอต เพื่อชวนเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปเรียนรู้เรื่องซากดึกดำบรรพ์ผ่านประสบการณ์ที่จับต้องได้ เป็นอีกตัวอย่างของการต่อยอดองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่พื้นที่สาธารณะ
เมื่อมองทั้ง 5 เหตุการณ์ร่วมกัน ภาพที่ชัดขึ้นคือ “ธรณีวิทยา” ครอบคลุมตั้งแต่ความปลอดภัยของชีวิต ไปจนถึงเศรษฐกิจอนาคต และอัตลักษณ์ความรู้ของประเทศ ขณะเดียวกัน การทำให้สังคมเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการและการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ความรู้ธรณีไม่หยุดอยู่แค่ในแวดวงผู้เชี่ยวชาญ





