เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2026 “สนธิสัญญาทะเลหลวง” (High Seas Treaty) หรือ “ข้อตกลงว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตอำนาจรัฐ” (Biodiversity Beyond National Jurisdiction: BBNJ) ได้ประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีสถานะผูกพันทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตในทะเลอย่างยั่งยืนในพื้นที่เขตน่านน้ำสากล
สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นส่วนขยายที่สำคัญของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทร” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1994 โดยมุ่งเน้นไปที่การอุดช่องว่างด้านการบริหารจัดการพื้นที่ส่วนรวมของโลกที่เคยถูกละเลยมานานเกือบสองทศวรรษ
ความสำเร็จนี้ถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลสำหรับอนาคต โดยมีรัฐบาลจาก 81 ประเทศที่ให้การรับรองในเบื้องต้น เพื่อนำข้อตกลงนี้ไปปฏิบัติในระดับชาติอย่างจริงจัง
ทะเลหลวงกำลังเผชิญวิกฤติ
พื้นที่ทะเลหลวงครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของพื้นผิวมหาสมุทร และคิดเป็นกว่า 90% ของแหล่งที่อยู่อาศัยบนโลกตามปริมาตร ทะเลหลวงไม่ได้เป็นเพียงผืนน้ำที่เวิ้งว้าง แต่เป็นแหล่งสะสมความหลากหลายทางชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นบ้านของสัตว์อพยพ เช่น วาฬ เต่าทะเล และฉลาม นอกจากนี้ ทะเลหลวงยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลกผ่านวงจรคาร์บอนและน้ำ
มีการประเมินว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของคาร์บอนที่ถูกกักเก็บโดยทะเลหลวงสูงถึง 74,000 - 220,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่พื้นที่เหล่านี้กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำประมงที่ทำลายล้าง มลพิษพลาสติก การทำเหมืองแร่ใต้ทะเล และภาวะน้ำทะเลเป็นกรดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อันโตนิโอ กุเตอเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า สนธิสัญญาทะเลหลวงช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านการบริหารจัดการที่สำคัญ เพื่อรักษาความมั่นคงของมหาสมุทรที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน และขอให้เราดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ทั่วโลกอย่างสมบูรณ์
สาระสำคัญและกลไกของสนธิสัญญาทะเลหลวง
เนื้อหาหลักของสนธิสัญญาครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเลอย่างเท่าเทียม, การสร้างเขตคุ้มครองทางทะเล (MPAs), การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA), และการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทะเลให้กับประเทศกำลังพัฒนา, กลไกเหล่านี้มุ่งหวังที่จะสร้างการบริหารจัดการมหาสมุทรแบบมีส่วนร่วม โดยรวมเอาเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (MPAs) ในทะเลหลวง เพราะปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 1% เท่านั้นที่ได้รับการคุ้มครอง โดยสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นเครื่องมือแรกที่อนุญาตให้มีการลงคะแนนเสียงในการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองในกรณีที่หาข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้อำนาจยับยั้งการอนุรักษ์
นอกจากนี้ สนธิสัญญายังกำหนดให้กิจกรรมใด ๆ ภายใต้การควบคุมของรัฐภาคีที่อาจส่งผลกระทบต่อทะเลหลวงต้องผ่านกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าการใช้ทรัพยากรจะเป็นไปอย่างยั่งยืนและโปร่งใส
มซี อาลี ฮาจี นักการทูตชาวแทนซาเนีย ได้ย้ำเตือนถึงความรับผิดชอบนี้ว่า “ทุกคนควรระลึกไว้เสมอว่า ตอนนี้มีการควบคุมกิจกรรมในทะเลหลวงแล้ว ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณก่อมลพิษ คุณต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคุณ”
ความท้าทายในการบังคับใช้
ถึงจะบอกว่าสนธิสัญญาฉบับนี้ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ความท้าทายยังคงอยู่ที่การมีส่วนร่วมของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แม้จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และฝรั่งเศสจะได้ให้สัตยาบันแล้ว แต่สหรัฐและรัสเซียยังคงมีปัญหาอยู่ โดยสหรัฐลงนามแต่ยังไม่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภา ขณะที่รัสเซียยังคงปฏิเสธที่จะเข้าร่วม ด้วยการอ้างถึงความกังวลเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือและการขนส่งทางเรือในน่านน้ำสากล
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการจัดการทรัพยากรของประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ แต่สตีเวน วิคเตอร์ รัฐมนตรีจากสาธารณรัฐปาเลา ยังมองในแง่ดีว่า “ประชาคมระหว่างประเทศ ตั้งแต่ประเทศที่เล็กที่สุดไปจนถึงระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดต่างรู้ดีว่า เรากำลังเจอภัยคุกคามที่อยู่เหนือพรมแดน ซึ่งทำให้เราต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหา”
แต่คำถามสำคัญคือ สนธิสัญญานี้เพียงพอหรือไม่ที่จะรักษามหาสมุทรไว้ได้จริง ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเตือนว่าลำพังเพียงตัวบทกฎหมายอาจไม่เพียงพอ โดยเคที แมทธิวส์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Oceana กล่าวอย่างชัดเจนว่า “สนธิสัญญาบนแผ่นกระดาษจะไม่ช่วยรักษามหาสมุทร สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเปลี่ยนคำพูดเป็นการกระทำ”
แมทธิวส์ย้ำว่าหากผู้นำโลกจริงจังกับการปกป้องมหาสมุทร 30% ภายในปี 2030 ด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและเร่งด่วน
นอกจากนี้ สนธิสัญญาฉบับนี้ยังไม่สามารถหยุดยั้งการทำเหมืองแร่ในทะเลลึกได้ โดยตรงหากรัฐบาลต่าง ๆ ยังคงเลือกที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งโซเฟีย เซนิคลี จาก Deep Sea Conservation Coalition เตือนว่า “แม้สนธิสัญญาทะเลหลวงยกระดับมาตรฐานขึ้นอย่างมาก แต่โดยตัวมันเองแล้ว จะไม่สามารถหยุดยั้งการทำเหมืองในทะเลลึกในมหาสมุทรของเราได้” และเธอชี้ว่ารัฐบาลไม่สามารถอ้างว่าจะอนุรักษ์ท้องทะเลพร้อมกับเดินทางสร้างอุตสาหกรรมที่ทำลายระบบนิเวศอย่างถาวรได้
อีกทั้งการปกป้องน่านน้ำในเขตอำนาจรัฐเองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทำลายล้างสูงสุด ดร.เอนริค ซาลา ผู้ก่อตั้ง Pristine Seas ให้ความเห็นว่า การคุ้มครองน่านน้ำประจำชาติไม่สามารถถูกวางไว้เป็นเรื่องรองได้ และเขตคุ้มครองใหม่จะเกิดผลก็ต่อเมื่อมีการเฝ้าระวังกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดเท่านั้น ความสำเร็จที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขตอำนาจรัฐ
ดังนั้น การบังคับใช้สนธิสัญญาทะเลหลวงจึงไม่ใช่ความสำเร็จขั้นสูงสุด แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นการดูแลรักษาระบบค้ำจุนชีวิตที่สำคัญที่สุดของโลกใบนี้
ที่มา: Earth, Euro News, Oceanographic Magazine, United Nation, World Economic Forum





