วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

48 ปีโลกไม่เคยเย็นลง ปี 2025 ร้อนสุดอันดับ 3 ไทยเสี่ยงฝนแปรปรวนลากยาวถึง 2027

48 ปีโลกไม่เคยเย็นลง ปี 2025 ร้อนสุดอันดับ 3 ไทยเสี่ยงฝนแปรปรวนลากยาวถึง 2027

โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม เมื่อข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์อากาศระดับโลกและนักวิชาการชั้นนำยืนยันว่า "วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่คือวิกฤตที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้" หลังจากปี ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมาเพิ่งจะถูกจารึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 176 ปี และในปี 2026 นี้ ประเทศไทยและทั่วโลกอาจต้องเตรียมรับมือกับสภาวะ "สุดขั้ว" อีกครั้งจากการกลับมาของปรากฏการณ์ "เอลนีโญ"

48 ปีที่โลกไม่เคยเย็นลง

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยตัวเลขว่า โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 ติดต่อกันยาวนานถึง 48 ปี (นับตั้งแต่ปี 1977) โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีล่าสุด (2023-2025) ถือเป็นช่วง 3 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 176 ปี

สำหรับปี 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 3 ของปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ขณะที่ปี 2026 นี้ NOAA คาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงถึง 74.8% ที่อุณหภูมิโลกจะยังคงพุ่งสูงติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

สอดคล้องกับถ้อยแถลงของ "ไซมอน สตีล" (Simon Stiell) เลขาธิการบริหารกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Climate Change) ที่ย้ำว่า 

แม้ความร่วมมือระดับโลกภายใต้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) จะเริ่มช่วย “ชะลอเส้นกราฟ” การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลายประเทศเริ่มพัฒนามาตรการปรับตัวเพื่อสร้างชุมชน เศรษฐกิจ และห่วงโซ่อุปทานที่ทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น

"ช่องว่างระหว่างสิ่งที่โลกกำลังทำ กับสิ่งที่วิทยาศาสตร์บอกว่าจำเป็น ยังห่างไกลอย่างอันตราย และจะสร้างต้นทุนมนุษย์ ต้นทุนเศรษฐกิจที่สูงขึ้นทุกปี เราต้องเริ่มลงมือทำงานหนักขึ้นและเร่งสปีดในปี 2026 นี้

จับตาจุดเปลี่ยน จากลานีญาสู่เอลนีโญ

“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ ระบุว่า สภาพอากาศโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป (ECMWF) คาดว่า 'ลานีญา' ที่คอยช่วยลดอุณหภูมิจะเริ่มอ่อนกำลังลงและเข้าสู่เฟสกลางในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ก่อนจะพลิกกลับเข้าสู่ปรากฏการณ์ 'เอลนีโญ' ในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

ที่น่ากังวลคือ เอลนีโญจะเข้าสู่รูปแบบเต็มตัวในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2026 โดยมีโอกาสถึง 20% ที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็น "เอลนีโญกำลังแรง" ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

ร้อนลากยาว ฝนมาไม่เท่ากัน

“รศ.ดร.วิษณุ" อ้างอิงข้อมูลจาก 12 สำนักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลก และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา สามารถสรุปภาพรวมสภาพอากาศของไทยในปี 2026 ได้ดังนี้

1. ภัยร้อนระดับสีแดงเข้ม: อุณหภูมิทั่วประเทศจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม 2026 โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออกตอนล่าง ต้องเตรียมรับมือกับความร้อนที่รุนแรงกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ภาคกลางและภาคอีสานจะเผชิญกับอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม

2. สถานการณ์น้ำและฝน

  • ก.พ. - มี.ค. ฝนจะอยู่ในระดับปกติ ฤดูแล้งช่วงแรกอาจไม่รุนแรงมาก
  • เม.ย. - พ.ค. สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏใน ภาคตะวันตกและภาคใต้ตอนบน ซึ่งฝนจะน้อยกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องเตรียมแหล่งน้ำสำรอง
  • มิ.ย. - ก.ค. ภาคเหนือ ภาคอีสานฝั่งตะวันตก และภาคใต้ตอนล่าง จะเริ่มเห็นปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นผลจากการเริ่มตัวของเอลนีโญ

ผลกระทบที่มากกว่าแค่ความร้อน

"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตือนว่า หากปรากฏการณ์เอลนีโญเริ่มก่อตัวอย่างชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 และยืดเยื้อไปจนถึงฤดูร้อนของปี 2027 ประเทศไทยอาจต้องเผชิญผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องหลายมิติ ตั้งแต่รูปแบบฝนที่เปลี่ยนไปจนถึงความเสี่ยงด้านระบบนิเวศ

ขณะเดียวกัน ฤดูหนาวปลายปี 2026 มีแนวโน้มอ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน อุณหภูมิจะไม่ลดต่ำเหมือนในอดีต จนฤดูหนาวอาจกลายเป็น “ฤดูที่สั้นและอ่อนแรง” มากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ "ผศ.ดร.ธรณ์" ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากอิทธิพลของเอลนีโญ อาจเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดพายุที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูไต้ฝุ่นระหว่างเดือนกันยายน–พฤศจิกายน ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล

ขณะที่ระบบนิเวศทางทะเลเองก็เผชิญความเปราะบางมากขึ้น โดยแม้ปี 2026 ปะการังอาจยังไม่เกิดการฟอกขาวรุนแรง แต่ในปี 2027 ความเสี่ยงดังกล่าวจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ผลกระทบทั้งหมดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของเอลนีโญ ซึ่งในขณะนี้การคาดการณ์ชี้ว่า มีโอกาสราว 20% ที่เอลนีโญจะทวีความรุนแรงถึงระดับ “แรงมาก” อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการพัฒนาของสภาพอากาศในช่วงใกล้เกิดเหตุจริง

"ผศ.ดร.ธรณ์" เน้นย้ำว่า การวางแผนรับมือในระยะกลางและระยะยาว การติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจและกิจกรรมที่พึ่งพาสภาพอากาศและทรัพยากรธรรมชาติ คือสิ่งจำเป็นในยุคที่ความไม่แน่นอนทางภูมิอากาศกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ของโลก