กลุ่ม ปตท. ได้จัดงานสัมมนาด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” เพื่อรวมพลังภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะโลกรวนและความไม่แน่นอนของโลก "ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อที่มุ่งเน้นการปรับตัวของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ของทุกภาคส่วน โดยต้องมองว่านโยบายด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือเป็นภาระทางต้นทุน แต่เป็น “กลยุทธ์เพื่อการแข่งขัน” และ “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”
“ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากประเทศไทยไม่มีการปรับตัวและสร้างความพร้อมรับมือที่เข้มแข็ง ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อน อาจทำให้ GDP ของประเทศลดลงถึง 7% - 14% ภายในปี 2050 ในทางกลับกัน หากไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและพลังงานสะอาด จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ GDP เติบโตขึ้นได้ถึง 4% - 5%”
พ.ร.บ. ลดโลกร้อน กติกาเพื่อการเติบโต
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ 7 ในภูมิภาคอาเซียนที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เดินตามรอยประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ กรมฯ กำลังผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ซึ่งจะเป็นเสมือนสมุดคู่มือ หรือกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้สำหรับนักลงทุนและสถาบันการเงิน
“ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนของการร่างกฎหมาย รวมถึงการออกแบบเครื่องมือราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments - CPI) เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่จะนำมาใช้นั้นสามารถปฏิบัติได้จริงและคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ”
รับมือมาตรการการค้าโลกและดึงดูดการลงทุน
“ดร.พิรุณ” กล่าวด้วยว่า เครื่องมือสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ภายใต้กฎหมายใหม่ ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System - ETS) มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน เช่น EU CBAM ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 และมาตรการที่คล้ายกันจากสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียอื่น ๆ การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยให้สินค้าไทยยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่านโยบายภูมิอากาศที่ชัดเจนจะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment - FDI) โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่กำลังมองหาห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงทางภูมิอากาศ (Climate Stable Supply Chain) ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
มาตรการสนับสนุนและแรงจูงใจทางการเงิน
"ดร.พิรุณ" กล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐบาลเตรียมนำเสนอมาตรการสนับสนุนทางการเงินควบคู่ไปกับเครื่องมือราคาคาร์บอน เช่น กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund), พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Green Bonds / Sustainability-linked Bonds), สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และระบบเครดิตคาร์บอนภาคสมัครใจ มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
"มั่นใจว่าการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างงาน และการเติบโตของภาคการส่งออก เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและพร้อมแข่งขันในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน"





