background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

Sustainability Spark กรมลดโลกร้อนชี้ GDP เสี่ยงหด ดัน พ.ร.บ. ภูมิอากาศ กู้เศรษฐกิจ

Sustainability Spark กรมลดโลกร้อนชี้ GDP เสี่ยงหด ดัน พ.ร.บ. ภูมิอากาศ กู้เศรษฐกิจ

กลุ่ม ปตท. ได้จัดงานสัมมนาด้านความยั่งยืนครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” เพื่อรวมพลังภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะโลกรวนและความไม่แน่นอนของโลก "ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อที่มุ่งเน้นการปรับตัวของไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ของทุกภาคส่วน โดยต้องมองว่านโยบายด้านภูมิอากาศ โดยเฉพาะเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมหรือเป็นภาระทางต้นทุน แต่เป็น “กลยุทธ์เพื่อการแข่งขัน” และ “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

“ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากประเทศไทยไม่มีการปรับตัวและสร้างความพร้อมรับมือที่เข้มแข็ง ผลกระทบจากภัยแล้ง น้ำท่วม และคลื่นความร้อน อาจทำให้ GDP ของประเทศลดลงถึง 7% - 14% ภายในปี 2050 ในทางกลับกัน หากไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและพลังงานสะอาด จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ GDP เติบโตขึ้นได้ถึง 4% - 5%”

พ.ร.บ. ลดโลกร้อน กติกาเพื่อการเติบโต

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ 7 ในภูมิภาคอาเซียนที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เดินตามรอยประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ กรมฯ กำลังผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ซึ่งจะเป็นเสมือนสมุดคู่มือ หรือกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้สำหรับนักลงทุนและสถาบันการเงิน

“ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอนของการร่างกฎหมาย รวมถึงการออกแบบเครื่องมือราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Instruments - CPI) เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่จะนำมาใช้นั้นสามารถปฏิบัติได้จริงและคำนึงถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

รับมือมาตรการการค้าโลกและดึงดูดการลงทุน

“ดร.พิรุณ” กล่าวด้วยว่า เครื่องมือสำคัญที่จะถูกนำมาใช้ภายใต้กฎหมายใหม่ ได้แก่ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System - ETS) มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยลดความเสี่ยงจากมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน เช่น EU CBAM ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 และมาตรการที่คล้ายกันจากสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียอื่น ๆ การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจะช่วยให้สินค้าไทยยังคงความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่านโยบายภูมิอากาศที่ชัดเจนจะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุนจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment - FDI) โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่กำลังมองหาห่วงโซ่อุปทานที่มีความมั่นคงทางภูมิอากาศ (Climate Stable Supply Chain) ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน, การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

มาตรการสนับสนุนและแรงจูงใจทางการเงิน

"ดร.พิรุณ" กล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐบาลเตรียมนำเสนอมาตรการสนับสนุนทางการเงินควบคู่ไปกับเครื่องมือราคาคาร์บอน เช่น กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund), พันธบัตรเพื่อความยั่งยืน (Green Bonds / Sustainability-linked Bonds), สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และระบบเครดิตคาร์บอนภาคสมัครใจ มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

"มั่นใจว่าการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การสร้างงาน และการเติบโตของภาคการส่งออก เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและพร้อมแข่งขันในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน"