วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไขกลไก 'ฝุ่นอ้วน' ที่ต้องรู้ สาเหตุฟ้าขมุกขมัว ทั้งที่ค่า PM2.5 ลดลง

ไขกลไก 'ฝุ่นอ้วน' ที่ต้องรู้ สาเหตุฟ้าขมุกขมัว ทั้งที่ค่า PM2.5 ลดลง

เช้าวันที่ 16 มกราคม 2569 หลายคนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอาจมีความรู้สึกคล้ายกัน ท้องฟ้าดูขมุกขมัว มองไกลไม่ชัด แม้ตัวเลขค่าฝุ่น PM2.5 ที่รายงานอย่างเป็นทางการจะ “ลดลง” จากวันก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การอ่านสถานการณ์คุณภาพอากาศด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ หากไม่เข้าใจพลวัตของสภาพอุตุนิยมวิทยาและโครงสร้างปัญหามลพิษในเมือง

ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระบุว่า เวลา 07.00 น. ของวันนี้ (16 มกราคม 2569) ค่า PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 37.3–81.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของวันที่ 15 มกราคม ซึ่งอยู่ที่ 38.5–95.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่ยังคง สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และสภาพท้องฟ้ากลับดูขุ่นมัวมากกว่าวันก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ความชื้นสูง ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ “ฟ้ามัว”

คำอธิบายสำคัญของปรากฏการณ์นี้ คือ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศช่วงเช้าที่สูงผิดปกติ โดยเช้าวันนี้ กรุงเทพมหานครมีค่าความชื้นเฉลี่ยสูงถึง ประมาณ 88% และในบางพื้นที่แตะระดับเกือบ 95% เมื่ออากาศมีไอน้ำจำนวนมาก จะเกิดการควบแน่นกลายเป็น หมอกใกล้ผิวพื้น

หมอกดังกล่าวไม่ใช่ฝุ่นโดยตรง แต่เมื่อ หมอกไปผสมกับฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงสะสมอยู่ในบรรยากาศ จะทำให้ฝุ่นจับตัวกับละอองน้ำ กลายเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “ฝุ่นอ้วน” ส่งผลให้อนุภาคฝุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้น มองเห็นได้ชัดขึ้นด้วยตาเปล่า และทำให้บรรยากาศดูขุ่นมัว ทัศนวิสัยแย่ลง แม้ตัวเลขค่าฝุ่นจะลดลงก็ตาม

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ระบุว่า ภาพรวมสถานการณ์ PM2.5 เช้านี้ถือว่าดีขึ้นเล็กน้อย ไม่มีพื้นที่ระดับสีแดง เหลือเพียงบางจุดสีส้ม โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกที่ก่อนหน้านี้มีค่าฝุ่นสูง แต่แนวโน้มเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม ความชื้นที่สูงจากลมใต้ซึ่งพาความชื้นเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ฝุ่น “ดูหนา” กว่าความเป็นจริง

ฝุ่นไม่ได้มาจากในเมืองเท่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม คือ การเผาชีวมวลในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ โดยยังตรวจพบการเผาในจังหวัดรอบปริมณฑล ซึ่งลมสามารถพัดพาฝุ่นเข้ามาสะสมในเขตเมืองได้อย่างต่อเนื่อง แม้ กทม. จะสามารถควบคุมและหยุดการเผาในบางพื้นที่ได้แล้วกว่า 1,000 ไร่ และมีมาตรการดับการเผาหญ้าหรือขยะภายในเมืองอย่างทันทีเมื่อพบเหตุ

สถานการณ์นี้สะท้อนความจริงเชิงโครงสร้างว่า ปัญหา PM2.5 ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการจัดการพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพียงลำพัง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค ตั้งแต่การจัดการเกษตร การใช้ที่ดิน ไปจนถึงการบริหารเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างยั่งยืน

พื้นที่สีเขียว: กลไกดูดซับที่พิสูจน์แล้ว

ข้อมูลจากกรุงเทพมหานครยังชี้ให้เห็นว่า ค่าฝุ่นภายในสวนสาธารณะต่ำกว่าพื้นที่ริมถนนอย่างชัดเจน ตอกย้ำบทบาทของพื้นที่สีเขียวในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ (Green Infrastructure) โดยปัจจุบัน กทม. ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 2 ล้านต้น แม้จะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา PM2.5 แต่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับเมืองในระยะยาว

กรุงเทพมหานครระบุว่า ในช่วงสายถึงกลางวัน เมื่อแสงแดดแรงขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น หมอกจะค่อย ๆ ระเหย การระบายอากาศดีขึ้น ทัศนวิสัยจะกลับมาดีขึ้นตามลำดับ แต่การ “ฟ้าเปิด” ไม่ได้หมายความว่าปัญหาฝุ่นหมดไป หากเพียงเปลี่ยนรูปแบบการมองเห็นเท่านั้น

บทเรียนด้านความยั่งยืนของเมือง

ปรากฏการณ์ฟ้าขมุกขมัวในวันที่ค่าฝุ่นลดลง เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญว่า การจัดการคุณภาพอากาศต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงตัวเลขรายวัน แต่รวมถึงสภาพอุตุนิยมวิทยา การใช้ที่ดิน การคมนาคม พื้นที่สีเขียว และพฤติกรรมของมนุษย์

ในระยะสั้น ประชาชนยังคงต้อง หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และดูแลสุขภาพ ขณะที่ในระยะยาว เมืองอย่างกรุงเทพฯ จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ โครงสร้างเมืองคาร์บอนต่ำ ที่ลดการเผา ลดการปล่อยจากยานพาหนะ และเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ