ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจต่อวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เรามักจะพิจารณาถึงผลกระทบจากการกินของมนุษย์เป็นอันดับแรก แต่ข้อมูลจากการศึกษาล่าสุดพบว่า “อาหารหมา” ก็ส่งผลกระทบต่อโลกไม่แพ้อาหารมนุษย์
ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เกือบ 1,000 รายการ ของมหาวิทยาลัยเอดินบะระและมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ พบว่า อาหารสุนัขมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดในสหราชอาณาจักร โดยอาหารแบบเปียก อาหารดิบ และอาหารที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมจะ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าอาหารเม็ดแบบแห้งอย่างเห็นได้ชัด อาหารที่มีผลกระทบสูงสุดอาจปล่อยก๊าซมากกว่าอาหารที่มีผลกระทบต่ำสุดถึง 65 เท่า
หากเปรียบเทียบในเชิงแคลอรี อาหารสุนัขบางชนิดอาจสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าอาหารของมนุษย์ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขที่กินเนื้อดิบระดับพรีเมียมอาจมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ใหญ่กว่ามนุษย์ที่กินอาหารทั่วไปเสียอีก
ผลกระทบนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก หากประชากรทั่วโลกเลี้ยงสุนัขด้วยมาตรฐานอาหารแบบเดียวกับในสหราชอาณาจักร การผลิตอาหารสัตว์อาจสร้างก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับ 59-99% ของการปล่อยก๊าซจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นในการบินพาณิชย์ในแต่ละปี
ดร.จอห์น ฮาร์วีย์ หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่าผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของอาหารสุนัขนั้นมีขนาดใหญ่และแปรผันมากเพียงใด” ซึ่งความต่างนี้เปิดโอกาสให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถลดผลกระทบต่อโลกได้ หากมีการเลือกสรรอาหารอย่างเหมาะสม
ดร.ฮาร์วีย์ ยังกล่าวอีกว่า ความเชื่อที่ว่าสุนัขต้องกินเนื้อสัตว์ในปริมาณมากเหมือนหมาป่า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกมัน กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเป็นเรื่องยาก
“ในฐานะศัลยแพทย์สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ผมมักจะเห็นเจ้าของสุนัขต้องเลือกระหว่างความคิดในอุดมคติที่มองว่าสุนัขเป็นหมาป่า กินเนื้อเป็นอาหาร กับความปรารถนาที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ดร.ฮาร์วีย์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางพันธุกรรมชี้ให้เห็นว่าสุนัขบ้านได้วิวัฒนาการควบคู่ไปกับมนุษย์ จนมีสำเนายีนพิเศษที่ช่วยในการย่อยแป้งได้ดีกว่าหมาป่า นั่นหมายความว่า สุนัขไม่จำเป็นต้องได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี
อีกทั้งในปัจจุบัน อาหารสุนัขสูตรที่มีเนื้อสัตว์น้อยลงได้รับการออกแบบมาอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการ และอาจช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่พบในเนื้อดิบ เช่น ซัลโมเนลลา หรือ อีโคไล ได้อีกด้วย
การใช้เนื้อส่วนพรีเมียม เช่น อกไก่ หรือเนื้อวัวบดที่มนุษย์นิยมบริโภค จะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าการใช้ผลพลอยได้จากสัตว์ เนื่องจากเนื้อพรีเมียมเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ในขณะที่ผลพลอยได้ เช่น เครื่องใน หรือเศษเนื้อที่คนไม่นิยมกิน แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่กลับมีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาก
นอกจากนี้ การตลาดแบบ “ปราศจากธัญพืช” (Grain-free) เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มภาระให้โลกโดยไม่รู้ตัว เพราะอาหารประเภทนี้มักใช้เนื้อสัตว์หรือพืชตระกูลถั่วมาทดแทน ซึ่งมักจะเพิ่มการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิต ผลการศึกษาพบว่า อาหารแบบ grain-free ทั้งชนิดเม็ดและเปียกมักจะมีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศสูงกว่าอาหารสูตรมาตรฐาน แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะให้สารอาหารในระดับที่เท่ากันก็ตาม แต่มักถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อของผู้บริโภคมากกว่าความจำเป็นทางชีวภาพของสุนัข
ความแตกต่างของรูปแบบอาหารยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ๆ เช่น อาหารแบบเปียกต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มากกว่าต่อแคลอรี และอาหารดิบมักต้องการการแช่เย็นหรือแช่แข็งที่ใช้พลังงานสูง ซึ่งปัจจัยด้านการขนส่งและการจัดเก็บเหล่านี้มักไม่ค่อยถูกนำมารวมในการคำนวณเบื้องต้น ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าที่รายงานไว้เสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการเลือกอาหารเม็ดแบบแห้งจึงมักเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อโลกมากกว่าในเกือบทุกกรณี
ดร.ฮาร์วีย์เน้นย้ำว่าเขาไม่ได้ต้องการผลักดันวาระการกินแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ เพียงแต่พยายามให้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยกล่าวเสริมว่า ความคิดที่ว่าอาหารแห้งดีกว่าอาหารเปียกเสมอนั้นอาจใช้ไม่ได้กับทุกผลิตภัณฑ์ เพราะส่วนผสมภายในคือหัวใจสำคัญที่แท้จริงของการกำหนดรอยเท้าคาร์บอน
นอกจากผู้บริโภคแล้ว อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็ต้องมีการปรับตัวเช่นกัน จำเป็นต้องแสดงฉลากที่ชัดเจน มากกว่าการใช้คำกว้าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์และอนุพันธ์ของสัตว์ ซึ่งทำให้ผู้ซื้อแยกแยะได้ยากว่าอาหารนั้นใช้เนื้อส่วนพรีเมียมหรือผลพลอยได้ การระบุสัดส่วนของส่วนประกอบให้ชัดเจนจะช่วยให้เจ้าของสุนัขตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
สำหรับเจ้าของที่ยังไม่อยากเปลี่ยนประเภทอาหารที่สุนัขคุ้นเคย การตรวจสอบรายการส่วนผสมอย่างละเอียดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี การมองหาอาหารที่เน้นส่วนประกอบจากส่วนที่มนุษย์ไม่นิยมบริโภคจะช่วยลดความต้องการเนื้อส่วนพรีเมียมได้ นอกจากนี้ยังมีทางเลือกใหม่ ๆ เช่น โปรตีนจากแมลง ซึ่งในบางการศึกษาพบว่ามีความยั่งยืนสูง แม้ว่ายังคงต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประโยชน์ในระยะยาวต่อไป
อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนอาหารทุกครั้งควรคำนึงถึงความต้องการด้านสุขภาพของสุนัขเป็นสำคัญ โดยเฉพาะสุนัขสูงวัยหรือที่มีปัญหาสุขภาพ การขอคำปรึกษาจากสัตวแพทย์จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดีของทั้งโลกและเพื่อนรักสี่ขาของเรา
ดร.ฮาร์วีย์หวังว่า ความโปร่งใสในอุตสาหกรรมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยกล่าวว่า “ขั้นตอนเหล่านี้สามารถช่วยให้เรามีสุนัขที่มีสุขภาพดีและได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พร้อมกับสร้าง รอยเท้าที่เล็กลงบนโลกใบนี้ เมื่อหลายล้านครัวเรือนช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลี้ยงดูทีละนิด จะกลายเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญในการช่วยบรรเทาวิกฤตการณ์โลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้น”
การที่เราเข้าใจว่าอาหารสุนัขมีผลกระทบมากกว่าที่คิด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลดความสำคัญของความสุขของสัตว์เลี้ยงลง แต่คือการเปิดใจยอมรับข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความรักที่มีต่อสุนัขและความรับผิดชอบต่อโลกใบใหญ่ที่สัตว์เลี้ยงและมนุษย์ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ที่มา: Earth, Forbes, The Conversation, The Guardian





