วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘PM2.5’ จีนลด 70% หลังห้ามใช้ถ่านหินเพื่อคลายหนาว แต่คนจนไม่มีเงินซื้อก๊าซธรรมชาติมาผิงไฟ

‘PM2.5’ จีนลด 70% หลังห้ามใช้ถ่านหินเพื่อคลายหนาว แต่คนจนไม่มีเงินซื้อก๊าซธรรมชาติมาผิงไฟ

ในปี 2017 “จีน” สั่งห้ามใช้ถ่านหินเพื่อสร้างความอบอุ่นในครัวเรือนอย่างเป็นทางการ ในยุทธศาสตร์ “สงครามปกป้องท้องฟ้าสีคราม” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงในช่วงฤดูหนาวของพื้นที่ภาคเหนือ โดยบังคับให้มณฑลโดยรอบกรุงปักกิ่ง เช่น มณฑลเหอเป่ย ต้องเปลี่ยนจากการใช้เตาเผาถ่านหินแบบดั้งเดิมไปเป็นระบบไฟฟ้าหรือก๊าซธรรมชาติแทน 

แม้ว่านโยบายนี้จะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่อย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างภาระทางเศรษฐกิจและสังคมที่หนักหน่วงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชนบท

ความสำเร็จในเชิงสถิติของนโยบายนี้ปรากฏชัดในกรุงปักกิ่ง โดยในปี 2025 มีการรายงานว่าพบวันที่มีมลพิษรุนแรงเพียงวันเดียวเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราที่ลดลงถึง 98% เมื่อเทียบกับปี 2013 นอกจากนี้ ค่าดัชนีฝุ่นละออง PM2.5 ในปักกิ่งยังลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2013 เหลือเพียง 27 ไมโครกรัมในปีที่ผ่านมา ลดลงเกือบ 70% 

ข้อมูลจาก เหอ เคอบิน สมาชิกของ Chinese Academy of Engineering ระบุว่ามลพิษที่ลดลงในเมืองหลวงประมาณ 30-40% มาจากการลดการปล่อยมลพิษในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในมณฑลเพื่อนบ้านอย่างเหอเป่ย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างปัญหาด้านค่าใช้จ่ายใน “การปรับปรุงพลังงานสะอาด” ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2022 แก่ประชาชนในพื้นที่ชนบทของมณฑลเหอเป่ยประมาณ 27 ล้านคน หรือราว 11 ล้านครัวเรือน เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงกว่าถ่านหินถึงสามเท่า ซึ่งสร้างภาระทางการเงินอย่างรุนแรงต่อเกษตรกรที่มีรายได้น้อย โดยค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในช่วงฤดูหนาวอาจสูงถึง 1,000 หยวนต่อเดือน หรือราว 4,500 บาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของเงินบำนาญเฉลี่ยที่เกษตรกรได้รับ

ข้อมูลระบุว่า การรักษาอุณหภูมิในบ้านที่พื้นที่ 100 ตารางเมตรให้คงที่อยู่ที่ 18 องศาเซลเซียสตลอดฤดูหนาวในเหอเป่ย อาจต้องใช้เงินสูงถึง 7,560-11,340 หยวน (ประมาณ 7,560-51,130 บาท) ซึ่งเป็นยอดรวมที่สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของเกษตรกร ทำให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวกลายเป็นสิ่งที่ถูกจำกัดไว้สำหรับกลุ่มคนที่มีความพร้อมทางฐานะเท่านั้น

คอสซิโม ไรส์ นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากสถาบันที่ปรึกษา Trivium China กล่าวว่า นี่คือนโยบายสิ่งแวดล้อมแบบอำนาจนิยมจากบนลงล่างที่มุ่งปรับปรุงคุณภาพอากาศในปักกิ่ง และบ่อยครั้งที่มณฑลเหอเป่ยต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายนั้น ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด เช่น การบุกยึดเตาถ่านหินในบ้านเรือนและการปรับเงินผู้ฝ่าฝืน ซึ่งเป็นการบีบบังคับให้ประชาชนต้องเข้าสู่ระบบพลังงานสะอาด ทั้งที่พวกเขายังไม่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ

ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ยังถูกตอกย้ำด้วยโครงสร้างราคาพลังงานที่ไม่เป็นธรรม โดยรายงานระบุว่า ราคาก๊าซธรรมชาติต่อลูกบาศก์เมตรในชนบทของเหอเป่ยมักสูงกว่าราคาในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเทียนจินถึง 10-20% 

นอกจากนี้ พื้นที่ในเขตเมืองส่วนใหญ่ยังได้รับประโยชน์จากระบบทำความร้อนส่วนกลางของเทศบาล ซึ่งมีราคาถูกกว่าก๊าซธรรมชาติที่ครัวเรือนต้องซื้อเอง หนำซ้ำบ้านเรือนในชนบทมักขาดฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากส่วนใหญ่สร้างชาวบ้านสร้างกันเอง ทำให้การใช้พลังงานเพื่อสร้างความอบอุ่นเป็นไปอย่างสิ้นเปลืองและไม่มีประสิทธิภาพ

แม้รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณกว่า 13,200 ล้านหยวน (กว่า 59,516 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดในเหอเป่ย แต่ปัญหาสำคัญคือ เงินอุดหนุนค่าเชื้อเพลิงส่วนใหญ่มักมีกำหนดระยะเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลงและเงินสนับสนุนเริ่มลดน้อยลง ประชาชนจึงต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่แก้จริง 

เดโบราห์ เซลิกโซห์น ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยวิลลาโนวา ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่เป็นปัญหาของนโยบายที่ไม่สอดคล้องกัน โดยรัฐบาลเคยให้เงินอุดหนุนแต่กลับยกเลิกไป ทั้งที่ประชาชนยังต้องการอยู่

วิกฤตการณ์พลังงานโลกที่เกิดจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้บริษัทพลังงานหลายแห่งเลือกที่จะตัดการส่งก๊าซให้ภาคครัวเรือน แล้วหันไปขายให้ภาคอุตสาหกรรมที่ให้ราคาสูงกว่า 

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลท้องถิ่นเองก็กำลังประสบภาวะหนี้สินมหาศาลและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ประชาชนตามกำหนดเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในหลายพื้นที่ของเหอเป่ยในช่วงฤดูหนาว

หลี ชัว ผู้อำนวยการศูนย์สภาพภูมิอากาศของจีน จากสถาบันนโยบายสังคมเอเชีย วิเคราะห์ว่าโครงการเปลี่ยนถ่านหินเป็นก๊าซในภาคเหนือของจีน มีปัญหาทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพพลังงานที่ต่ำและไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนะว่าควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบฉนวนกันความร้อนของอาคารในชนบทควบคู่ไปด้วย เพื่อลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น เพราะการจัดการมลพิษในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสวัสดิการสาธารณะที่ต้องไม่ทำลายผลประโยชน์ของเกษตรกร

นอกจากนี้ การขาดกลไกตลาดที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาก๊าซในชนบทอยู่ในระดับสูง เจิ้ง ลินยี่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ระบุว่าความไม่เต็มใจในการใช้ระบบทำความร้อนของชาวบ้านสะท้อนถึง “ช่องว่างรายได้ที่กว้างขวางระหว่างเมืองและชนบท” เนื่องจากเกษตรกรมีรายได้ต่ำและขาดแหล่งรายได้ที่มั่นคง การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจึงไม่สามารถสำเร็จได้โดยง่ายหากไม่มีการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนควบคู่กันไป

ในแง่ของผลกระทบทางสังคม ลู่ ดูเหวิน จากคณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น กล่าวว่า การใช้มาตรการที่รุนแรงเข้าแทรกแซงวิถีชีวิตของชาวบ้าน เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญ แม้กรุงปักกิ่งจะมีความพร้อมทางการเงินในการจัดการเรื่องนี้ แต่จังหวัดรอบข้างอย่างเหอเป่ยและชานซีกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะช่วยให้โครงการนี้ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้ก๊าซธรรมชาติไปสู่พลังงานหมุนเวียนและการใช้ปั๊มความร้อนไฟฟ้าแทน แต่ค่าติดตั้งปั๊มความร้อนที่มีราคาสูงเกินกว่าครัวเรือนในชนบทจะแบกรับได้ โดยไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐ ปัญหานี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังคงต้องใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีราคาแพงหรือไม่สามารถเข้าถึงความอบอุ่นได้อย่างเพียงพอ

ขณะที่ ฮู ไซจิน อดีตบรรณาธิการ Global Times กล่าวว่า ในฐานะที่ปักกิ่งและเทียนจินเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากท้องฟ้าที่สะอาดขึ้น ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรในเหอเป่ย ในเมื่อเมืองเหล่านี้ “อยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน” ก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนจากถ่านหินมาเป็นก๊าซธรรมชาติ

การลดลงของเงินอุดหนุนยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสวัสดิภาพของกลุ่มคนเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้อื่นนอกเหนือจากบำนาญเพียงเล็กน้อย แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายผ่อนปรนให้แก่ผู้สูงอายุในบางพื้นที่เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ถ่านหินได้บ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาวสำหรับการแก้ปัญหามลพิษ ปัญหานี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายรัฐบาลจีนในการสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในระดับฐานราก


ที่มา: RTL TodaySouth China Morning PostThe New York Times