ปัญหาปากท้องและทรัพยากรระดับฐานราก ได้ร่วมกันสะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวด โดยระบุว่านโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการปกป้องธรรมชาติ แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือที่ "ปล้น" ทรัพยากรไปจากมือคนยากจนเพื่อไปประเคนให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่
วิกฤติที่ดิน เมื่อคนรักษาป่า กลายเป็นผู้บุกรุก
ประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวในเวทีเสวนา "Policy Forum ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม" ว่า ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงที่สุดในสังคมไทยผ่านสถิติการถือครองที่ดิน โดยระบุว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนที่ดิน แต่ปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัวของโฉนดที่ดินที่อยู่ในมือคนเพียง 10% ของประเทศ ซึ่งถือครองพื้นที่รวมกันกว่า 70% ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยและรักษาป่ามาหลายชั่วอายุคนกลับไม่มีสิทธิครอบครองใดๆ
นโยบายของรัฐที่ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ว่าเป็นนโยบายที่ไร้ความเป็นธรรม เพราะใช้วิธี "ทวงคืนผืนป่า" โดยการแย่งยึดที่ดินทำกินของชุมชนดั้งเดิม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมผ่านระบบโฉนดชุมชน และยกเลิกการใช้กฎหมายอุทยานฯ มาทับซ้อนวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ทะเลที่ถูกจองจำ ประมงพื้นบ้านสู้ศึกโควต้าไม่เป็นธรรม
ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลด้านทรัพยากรทางทะเลที่สร้างความตกตะลึงว่า แม้เรือประมงพื้นบ้านจะมีจำนวนมากถึง 80% ของเรือทั้งหมดในประเทศ แต่กลับเข้าถึงสัตว์น้ำได้เพียง 20% เท่านั้น ในขณะที่เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 20% กลับได้ส่วนแบ่งทรัพยากรไปถึง 80% ผ่านระบบโควต้าและกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน
"ชาวประมงพื้นบ้านไม่ได้ยากจนเพราะเรือเล็กหรือขี้เกียจ แต่เรายากจนเพราะกฎหมายที่ล็อกมือล็อกเท้าไม่ให้เราเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม" พร้อมยื่นข้อเสนอ 100 วันแรกให้รัฐบาลใหม่กำหนดขนาดสัตว์น้ำที่จับได้ (Size Limit) เพื่อป้องกันการทำลายลูกปลาวัยอ่อน และปรับเปลี่ยนระบบการให้โควต้าจาก "จำนวนวัน" เป็น "ปริมาณกิโลกรัม" เพื่อลดการทำลายล้างท้องทะเลอย่างบ้าคลั่ง
สิทธิในอาหาร ความปลอดภัยที่ไม่ควรเป็นเรื่องของคนรวย
ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช กล่าวว่าได้เชื่อมโยงปัญหาสิ่งแวดล้อมเข้ากับเรื่องสุขภาพและปากท้อง โดยระบุว่าปัจจุบันรัฐมองสิ่งแวดล้อมเป็นเพียง "ต้นทุนภายนอก" จึงปล่อยให้มีการใช้สารเคมีเกษตรอันตรายสูงอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้ผู้บริโภคและเกษตรกรต้องรับความเสี่ยงด้านสุขภาพ
ข้อเสนอที่แหลมคมจากไทยแพนคือ การบรรจุ "สิทธิในอาหาร" (Right to Food) ลงในรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน ต้องเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัยและไม่มีสารพิษตกค้าง โดยรัฐต้องมีแผนเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรเคมีสู่เกษตรยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทสารเคมีข้ามชาติเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายเกษตรของไทย
"ความอยุติธรรมสิ่งแวดล้อมคือการที่คนสร้างปัญหาได้ผลประโยชน์ แต่คนรับผลกระทบคือคนจนที่ไม่มีเสียง" คือบทสรุปจากเวทีที่เน้นย้ำว่า นโยบายสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีเรื่อง "ความเป็นธรรม" ก็คือการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำให้ลึกยิ่งกว่าเดิม





