background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

นักวิชาการฟันธง PM2.5 จะไม่จบ หากรัฐไม่จัดการต้นตอ และต้องสร้างแรงจูงใจ

นักวิชาการฟันธง PM2.5 จะไม่จบ หากรัฐไม่จัดการต้นตอ และต้องสร้างแรงจูงใจ

วิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 กลับมาปกคลุมประเทศไทยอีกครั้ง ท่ามกลางตัวเลขคุณภาพอากาศที่พุ่งเกินค่ามาตรฐานในหลายภูมิภาค สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งการเผาในที่โล่ง การคมนาคม และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาต้นทุนสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางแรงกดดันด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เสียงสะท้อนจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมชี้ตรงกันว่า การแก้ปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องก้าวพ้นมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างแรงจูงใจ การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากรที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน

PM2.5 พุ่งทั่วประเทศ 

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศประจำวันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและตะวันตก รวมถึงภาคตะวันออก โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑลตรวจวัดได้ในช่วง 38.5–98.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ขณะที่ภาคกลางและตะวันตกมีค่าสูงสุดถึง 82.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มกระทบต่อสุขภาพ วัดได้สูงสุด 81.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี

ขณะเดียวกัน คพ. คาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 7 วัน ระหว่างวันที่ 16–22 มกราคม 2569 ระบุว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคกลางและตะวันตก ภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีแนวโน้มที่ระดับ PM2.5 จะเพิ่มสูงขึ้นและยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในบางพื้นที่ ขณะที่ภาคใต้มีแนวโน้มคุณภาพอากาศดีอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่อาจกระทบต่อสุขภาพ

แก้ที่ต้นเหตุ-สร้างแรงจูงใจ

“ศ.ดร. สนิท อักษรแก้ว” รองประธานมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และที่ปรึกษาสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุ เนื่องจากในปัจจุบันทางวิชาการทราบดีอยู่แล้วว่าแหล่งกำเนิดฝุ่นมาจากภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และภาคการเกษตร เช่น การเผาอ้อย

“แม้ผู้ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นจะมีความต้องการอยากจะแก้ไข แต่ปัญหาหลักคือขาดแรงจูงใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีการเผาอ้อย ซึ่งเกษตรกรทราบดีว่าควรหยุดเผา แต่การเผาช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อยได้มากกว่า นอกจากนี้ ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ แม้จะมีการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม GISTDA เพื่อระบุจุดความร้อน (Hotspot) ได้อย่างแม่นยำ แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนยังต้องพึ่งพาการเผาป่าเพื่อการดำรงชีวิต เช่น การหาเห็ดถอบ”

แนวทางแก้ไขที่ “ศ.ดร. สนิท” เสนอคือ การศึกษาและวิจัยเชิงลึกเพื่อหาทางเลือกใหม่ให้กับชุมชน หากชุมชนต้องการรายได้จากการหาเห็ด รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการทำฟาร์มเห็ดเพื่อเป็นอาชีพทดแทน รวมถึงการพูดคุยกับผู้ประกอบการและเจ้าของโรงงานน้ำตาลเพื่อหาทางออกร่วมกันในเรื่องการขนส่งและการตัดอ้อยโดยไม่เผา

นักวิชาการฟันธง PM2.5 จะไม่จบ หากรัฐไม่จัดการต้นตอ และต้องสร้างแรงจูงใจ

"กระดาษ" ต้องกลายเป็นการปฏิบัติ

ในด้านนโยบาย “ศ.ดร. สนิท” มองว่า พ.ร.บ. อากาศสะอาด มีความจำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ท่านเน้นย้ำว่ากฎหมายจะเป็นเพียงแผ่นกระดาษที่ไม่มีประโยชน์ หากขาดการบังคับใช้ที่จริงจัง ปัญหาของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่การขาดข้อมูลทางวิชาการ แต่คือการบริหารจัดกา ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะยังไม่เอาจริงเอาจังเท่าที่ควร

สำหรับการจัดการปัญหาคนอยู่กับป่า ต้องมีกฎหมายที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้กติกาที่เหมาะสม เช่น การแบ่งเนื้อที่ให้ทำกินควบคู่ไปกับการปลูกป่า และการทำกิจกรรมที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่

“ศ.ดร. สนิท” ฝากความหวังถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากส่งผลกระทบวงกว้างทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และภัยธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญ รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนงานที่ชัดเจนและสนับสนุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตต่าง ๆ ได้

นอกจากนี้ ยังได้นิยามบทบาทของสื่อมวลชนว่าเป็น "ช่างเชื่อม" ที่จะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจแทนการตำหนิ หากประชาชนมีความเข้าใจและได้รับการสนับสนุนด้วยแรงจูงใจที่เหมาะสม พวกเขาจะสามารถปรับตัวและร่วมมือในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหา PM2.5 หรือปัญหาน้ำเสียก็ตาม

การจัดการที่ดินคือหัวใจสำคัญ

“ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญเป็นประจำทุกปี โดยระบุว่าปัญหาความรุนแรงของฝุ่นละอองนั้นมีความแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่ และจำเป็นต้องอาศัยทั้งการลดมลพิษที่ต้นตอควบคู่ไปกับการปรับตัวของภาคประชาชน

ในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แหล่งกำเนิดหลักมาจากการจราจร โดยเฉพาะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล และการเผาในพื้นที่โดยรอบ ในขณะที่สภาพอากาศที่ปิดในช่วงเวลาเดิมของทุกปีเป็นปัจจัยหนุนที่ควบคุมไม่ได้ ดังนั้นทางออกสำคัญคือการลดแหล่งกำเนิดมลพิษให้ได้มากที่สุด ซึ่งรวมถึงการผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบ รถมวลชนไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยควันดำ

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ปัญหามีความซับซ้อนเนื่องจากเกิดจากการเผาในที่โล่งทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน การจัดการที่ดิน คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา หากรัฐบาลไม่สามารถเร่งรัดการจัดการที่ดินให้เสร็จสิ้น จะส่งผลให้การลดการเผาทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่เผาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าภายใต้การดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายในพื้นที่สูง ภาคเหนือ

“ดร.วิจารย์” ระบุว่า เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ลาดชันและภูเขาสูงเผชิญข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพราะไม่สามารถนำรถไถขึ้นไปเตรียมดินได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการเผา แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามขอความร่วมมือไม่ให้เผา แต่เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลยังขาดทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า

“ทางออกว่ารัฐบาลควรนำเทคโนโลยี ภาพถ่ายดาวเทียม มาใช้ระบุพิกัดแปลงที่มีการเผาอย่างแม่นยำ เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับระบบการให้ความช่วยเหลือ โดยเสนอให้เปลี่ยนการจ่ายเงินอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข เป็นการให้งบประมาณชดเชยหรือให้ราคาผลผลิตที่สูงขึ้นแก่เกษตรกรที่ไม่เผา เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบและแรงจูงใจภายในชุมชนเอง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลหรือกาแฟร่วมกับป่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และลดความจำเป็นในการเผาพื้นที่ทุกปี”

นักวิชาการฟันธง PM2.5 จะไม่จบ หากรัฐไม่จัดการต้นตอ และต้องสร้างแรงจูงใจ

กฎหมายและการขับเคลื่อนระดับสากล

ในส่วนของความคืบหน้าด้านนโยบาย “ดร.วิจารย์” ให้ความเห็นว่าแม้สังคมจะฝากความหวังไว้กับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด แต่ความจริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนกฎหมาย เพราะประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การบังคับใช้กฎหมาย หากกฎหมายมีออกมาแต่ไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง กฎหมายเหล่านั้นย่อมไม่มีความหมาย

ปัจจุบัน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยกำลังเร่งทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อถอดบทเรียนจากชุมชนต้นแบบที่ไม่เผา และนำไปขยายผลในเชิงนโยบาย รวมถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (Clear Sky Strategy) และแผนปฏิบัติการระดับชาติ (National Action Plan: NAP) เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว “ดร.วิจารย์” ยังเน้นย้ำเรื่อง การปรับตัว (Adaptation) โดยยกตัวอย่างกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ที่ต้องได้รับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม สังคมต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาระบบเตือนภัยรวมถึงพื้นที่หนีภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งมลพิษทางอากาศและภัยธรรมชาติต่าง ๆ