จากการรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติในรอบ 20 ปี (พ.ศ. 2547–ปัจจุบัน) พบว่าประเทศไทยเผชิญกับวงจรภัยพิบัติซ้ำซากที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท
2 ทศวรรษแห่งน้ำตา มูลค่าความสูญเสียที่สูงเกินรับไหว
มีการกางตัวเลขที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการป้องกัน โดยเฉพาะ "อุทกภัย" ที่ครองแชมป์ความเสียหายอันดับ 1 มีผู้เสียชีวิตสะสมกว่า 2,700 คน ขณะที่ "มหาอุทกภัยปี 2554" เพียงปีเดียวสร้างความเสียหายสูงถึง 1.87 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังมีภัยเงียบอย่าง "ภัยแล้ง" ที่กัดเซาะเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมปีละกว่า 1,000 ล้านบาท กระทบประชาชนกว่า 151 ล้านคนตลอดสองทศวรรษ
สถานการณ์ล่าสุดในเดือน พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ "ฝนตกหนักในรอบ 300 ปี" ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า บทเรียนที่เคยถอดไว้ในอดีตแทบไม่ได้ถูกนำมาปรับใช้จริงเมื่อวิกฤติมาถึงหน้าประตูบ้าน
แนะเลิก "รัฐพิธีกรรม" – แฉปัญหา "ขยะใต้พรม"
ดร.ณัฐพงษ์ จินนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวในงาน การเสวนา "Policy Forum: บทเรียนภัยพิบัติ ถอดไว้…ใช้กี่โมง?" ว่า สาเหตุที่บทเรียนภัยพิบัติไทยถูก “ถอด” แต่ไม่เคยถูก “ใช้” โดยชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรม "รัฐพิธีกรรม" (Ritualistic State) ที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ การตัดริบบิ้นปล่อยขบวนรถบรรทุกสิ่งของ และการมองภัยพิบัติเป็นเรื่อง "บุญกรรม-การสงเคราะห์" แทนที่จะมองเป็นเรื่องสิทธิและการสร้างพลังอำนาจให้ชุมชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังชี้ให้เห็นปัญหา "ขยะใต้พรม" ซึ่งเป็นความไม่เป็นธรรมในการจัดการพื้นที่น้ำ โดยมักจะเลือกปกป้องเขตเศรษฐกิจในเมือง แต่ทิ้งให้พื้นที่รอบนอกหรือปลายน้ำเป็นพื้นที่รับบาป ดังเช่นกรณีของ บ้านคูเต่า ปลายน้ำหาดใหญ่ ที่ถูกเสนอให้ระเบิดถนนเพื่อระบายน้ำออกจากเมือง โดยไม่คำนึงถึงชีวิตนับหมื่นที่ต้องเผชิญกับมวลน้ำมหาศาล
เสียงจากพื้นที่ ระบบล่มสลายในวินาทีชีวิต
มุมมองจากภาคปฏิบัติการและผู้ประสบภัยสะท้อนภาพที่น่าหดหู่ โดยระบุว่าในภาวะวิกฤติ "ระบบสื่อสารและโลจิสติกส์ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" ดร.ไพโรจน์ จากมูลนิธิเส้นได้ เผยว่า แม้แต่เสาสัญญาณโทรศัพท์ดับ ภาคประชาชนยังต้องนั่งเรือไปเติมน้ำมันให้เครื่องปั่นไฟเอง
นายกเทศมนตรีเมืองปากพูน และอาสาสมัคร ระบุว่า รัฐขาดทักษะการกู้ภัยในน้ำเชี่ยวและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ทำให้ข้อมูลระหว่างศูนย์บัญชาการ (มทบ.42) กับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ไม่เชื่อมโยงกัน
กลุ่มเปราะบางที่ไร้นาม เช่น พี่น้องโอรังอัสลี และพื้นที่ห่างไกลในอำเภอมะนัง จังหวัดสตูล กลายเป็นกลุ่มที่ถูกลืม ทั้งในหน้าสื่อและในบัญชีการช่วยเหลือของรัฐ
ข้อเสนอ "สมุดปกแดง" และโมเดล Sandbox
เพื่อไม่ให้บทเรียนครั้งนี้สูญเปล่า เวทีเสวนาได้เสนอโรดแมปการจัดการภัยพิบัติผ่าน "สมุดปกแดง" (The Red Book) ซึ่งต้องการการขับเคลื่อนใน 2 ระดับ
1. ระดับชาติ
ปฏิรูปกฎหมาย พรบ.ปภ. 2550 เพิ่มสัดส่วนภาคประชาชนในคณะกรรมการระดับจังหวัด
- สร้างระบบ Open Data ข้อมูลน้ำและภัยพิบัติที่ประชาชนเข้าถึงได้จริงและไม่ล่มในยามวิกฤต
- กระจายอำนาจการตัดสินใจให้ลุ่มน้ำและท้องถิ่น แทนการรอคำสั่งจากส่วนกลาง
2. ระดับท้องถิ่น (Sandbox)
เสนอพื้นที่ "หาดใหญ่ Sandbox" ทดลองระบบเตือนภัยและการอพยพโดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์ เช่น อาคารสูงที่เป็นทั้งที่พักและจุดอพยพ
- จัดตั้ง "กองทุนภัยพิบัติระดับตำบล" เพื่อให้ท้องถิ่นใช้งบประมาณเยียวยาเบื้องต้นได้ทันที
"ต้องใช้เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอปีหน้า"
คำถามถึงรัฐบาลที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนถึง 5 ชุด ว่าผลลัพธ์จะเป็นเพียง "วาทกรรมทางการเมือง" อีกครั้งหรือไม่? ข้อเสนอสำคัญคือรัฐบาลควรหยุดนับหนึ่งใหม่กับการตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน แต่ให้นำผลสรุปจากเวทีนี้และสมุดปกแดงไปปฏิบัติทันที เพราะคำตอบของคำถามที่ว่า "ถอดไว้...ใช้กี่โมง?" คือ "ต้องใช้เดี๋ยวนี้" ก่อนที่ฤดูมรสุมถัดไปจะมาพรากชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปอีกครั้ง





