วันที่ 14 มกราคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ (National Forest Conservation Day) วันสำคัญที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรำลึกถึงอดีต หากแต่เป็นหมุดหมายเตือนใจสังคมไทยถึงราคาที่ต้องจ่ายจากการตัดไม้ทำลายป่า และความเปราะบางของทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่อาจฟื้นคืนได้ด้วยเวลาอันสั้น
วันดังกล่าวผูกโยงโดยตรงกับการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2532 ที่มีคำสั่ง ยุติสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ ทำให้การตัดไม้ในป่าธรรมชาติกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และเปลี่ยนทิศทางนโยบายป่าไม้ไทยจาก “การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” สู่ “การอนุรักษ์” อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ การจัดการป่าไม้ของไทยเริ่มเป็นระบบในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2439 จากการจัดตั้งกรมป่าไม้ โดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ นายเอช เสลด ชาวอังกฤษ ผู้ชำนาญการป่าไม้ของพม่า ช่วยวางโครงสร้างการบริหาร อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายในยุคแรกไม่ได้เน้นการอนุรักษ์ หากเป็นการรวมศูนย์อำนาจการควบคุมทรัพยากร โดยเฉพาะ “ไม้สัก” ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ รัฐจึงออกกฎหมายควบคุมการทำไม้และการตีตรา เพื่อป้องกันรายได้รั่วไหล เช่น พระราชบัญญัติป้องกันการลักลอบตีตราไม้ พ.ศ. 2441
ยุคสัมปทานไม้ เมื่อป่าคือทุนของการพัฒนา
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2500 ประเทศไทยเดินหน้าสู่การพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก รัฐมองป่าไม้เป็นทุนทางธรรมชาติสำหรับการสร้างถนน เขื่อน เมือง และอุตสาหกรรม ระบบสัมปทานป่าไม้จึงถูกนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการจัดการทรัพยากร
ในปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยเคยมีพื้นที่ป่าไม้สูงถึงร้อยละ 53.33 ของพื้นที่ประเทศ หรือกว่า 273,000 ตารางกิโลเมตร แต่ภายใต้นโยบายสัมปทาน การตัดไม้กระยาเลยและไม้สักกระจายตัวทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ป่าชายเลนก็ถูกเปิดสัมปทานเพื่อทำถ่านไม้จำนวนมาก
การขยายพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด ยิ่งเร่งให้ป่าหายไปอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยปีละหลายล้านไร่ จนระบบนิเวศเริ่มเสียสมดุลอย่างชัดเจน
โศกนาฏกรรมกะทูน จุดแตกหักของนโยบายป่าไม้ไทย
ปลายปี พ.ศ. 2531 ภาคใต้เผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจากพายุหลายระลอก จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่คืนวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช น้ำป่าและดินโคลนมหาศาลถล่มหมู่บ้านแทบทั้งพื้นที่ พร้อมท่อนซุงจำนวนมากที่ไหลมากับกระแสน้ำ
กลายเป็นหลักฐานชัดเจนของการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร้การควบคุม ทั้งถูกและผิดกฎหมาย เหตุการณ์ดังกล่าวคร่าชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก และจุดประกายคำถามต่อระบบสัมปทานป่าไม้ไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ต่อมาในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2532 ภาคใต้ยังเผชิญความเสียหายซ้ำจากพายุโซนร้อนเกย์ โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพร เหตุการณ์นี้ตอกย้ำปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการลดการเผาและเพิ่มการปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติ
ในที่สุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ กษ 0709/382 ลงวันที่ 4 มกราคม 2533 เรียน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขออนุมัติให้วันที่ 14 มกราคม ของทุกปี เป็น วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ โดยพิจารณาว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไภยในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2484 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
พระราชกำหนดดังกล่าวได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยความเห็นของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการให้สัมปทานป่าไม้สิ้นสุดลงทั้งแปลงได้ อันเนื่องมาจากอุทกภัยภาคใต้ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2531 โดยเฉพาะที่ตำบลกระทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากจะทำให้ประชาชนได้รับความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งด้านจิตใจ และเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง
คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้สัมปทานหวงห้ามทุกชนิด (เว้นสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน) ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ทุกสัมปทานสิ้นสุดลงทั้งแปลง มีผลให้การทำไม้สัมปทาน จำนวน 276 ป่า เนื้อที่ 96,728,981 ไร่ ยุติลงโดยสิ้นเชิง
นับเป็นมาตรการ “ปิดป่า” ที่เด็ดขาดที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของไทย และคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้วันที่ 14 มกราคมของทุกปี เป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ” เพื่อให้สังคมไทยระลึกถึงความสูญเสียจากการตัดไม้ทำลายป่า และจดจำการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เด็ดขาดในการยุติสัมปทานป่าไม้
ปฏิรูประบบราชการ และกฎหมายป่าไม้ยุคใหม่
ปี พ.ศ. 2545 รัฐได้ปฏิรูประบบบริหารจัดการป่าไม้ แยกกรมป่าไม้ออกเป็น 3 หน่วยงาน เพื่อแบ่งภารกิจการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ให้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดความซับซ้อนและปัญหาการประสานงานในหลายพื้นที่
ต่อมาในปี พ.ศ. 2562 ประเทศไทยออกกฎหมายป่าไม้ชุดใหม่หลายฉบับ เปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีบทบาทในการจัดการป่า ผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชน และส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในที่ดินเอกชน อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนยังตั้งคำถามถึงข้อจำกัดของกฎหมาย และกระบวนการออกกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ป่าไม้ไทยวันนี้ ตัวเลขที่ยังไม่ถึงฝัน
แม้รัฐตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ แต่ข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2567 ระบุว่าประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 31.46 หรือราว 101.7 ล้านไร่ และยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การอนุรักษ์ป่าไม้ไม่อาจพึ่งพาเพียงกฎหมายหรือวันรำลึก หากต้องอาศัยยุทธศาสตร์ระยะยาว ความเป็นธรรมต่อชุมชน และเจตจำนงทางการเมืองที่จริงจัง
อ้างอิง: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร





