‘ภูเขาน้ำแข็ง A23a’ ละลาย มีน้ำขังบนน้ำแข็ง กระแสน้ำ-ความร้อนกัดเซาะ ใกล้พังทลาย

เตรียมปิดตำนาน ภูเขาน้ำแข็งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก A23a ละลายจนมีน้ำขังบนน้ำแข็ง จากกระแสน้ำและความร้อนกัดเซาะ จนมีเล็กลงและใกล้พังทลายเต็มที
KEY
POINTS
- ภูเขาน้ำแข็ง A23a กำลังถูกกัดเซาะโดยกระแสน้ำอุ่นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น บนพื้นผิวมีแอ่งน้ำละลายขนาดใหญ่ซึ่งน้ำหนักของน้ำเป็นตัวเร่งให้เกิดการแตกร้าวและพังทลาย
- นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า A23a อาจเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์และจะไม่รอดพ้นฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เนื่องจากกระบวนการละลายและการแตกตัวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- แม้จะใกล้สลายตัว แต่การละลายของ A23a ได้ปลดปล่อยสารอาหารมหาศาลลงสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเล
ตำนานการเดินทาง 40 ปีของ “ภูเขาน้ำแข็ง A23a” หนึ่งในยักษ์น้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก กำลังดำเนินมาถึงวาระสุดท้าย หลังจากที่มันได้กลายเป็นสีน้ำเงิน และกำลังถูกกระแสน้ำทะเลละลายหายไป
ภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมาลูกนี้แยกตัวออกจากหิ้งน้ำแข็งฟิลช์เนอร์ ของแอนตาร์กติกามาตั้งแต่ปี 1986 หรือเมื่อ 40 ปีที่แล้ว จากนั้นมันติดอยู่กับพื้นมหาสมุทรในทะเลเวดเดลล์ นานกว่า 30 ปี ก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งในปี 2020 จนกระทั่งไหลเข้าสู่ “สุสานภูเขาน้ำแข็ง” ในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นบริเวณที่กระแสน้ำและอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นกำลังกัดกินร่างของมันให้สลายไป
ภาพจากดาวเทียม Terra ของนาซ่า และภาพถ่ายจากสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงปลายปี 2025 พบว่า พื้นผิวสีขาวโพลนของ A23a ถูกปกคลุมไปด้วยแอ่งน้ำละลายสีน้ำเงินเข้มขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 800 ตร.กม. กว้างใหญ่กว่าเมืองชิคาโก และกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณมหาศาลพอที่จะเติมสระว่ายน้ำโอลิมปิกได้นับพันแห่ง
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ภูเขาน้ำแข็งดูเหมือนสระว่ายน้ำเด็กขนาดยักษ์ที่มีขอบเป็นกำแพงน้ำแข็งสูงตระหง่าน ซึ่งเกิดจากการที่ขอบของภูเขาน้ำแข็งโค้งงอลงตามธรรมชาติและถูกคลื่นกัดเซาะฐานจนสร้างลักษณะคล้ายเขื่อนกักเก็บน้ำจืดไว้บนยอด
เครดิตภาพ: นาซ่า
บนพื้นผิวของ A23a ปรากฏลวดลายเส้นตรงสีน้ำเงินสลับขาวที่เรียกว่า “ริ้วลายขนาน” (Striations) ซึ่งเกิดจากการที่น้ำแข็งถูกขูดขีดในขณะที่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของธารน้ำแข็งที่เคลื่อนตัวผ่านโขดหินบนแผ่นดินแอนตาร์กติกา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต่างทึ่งที่ร่องรอยเหล่านี้ยังคงหลงเหลืออยู่แม้จะผ่านกาลเวลาและการสะสมของหิมะมาอย่างยาวนาน
วอลท์ ไมเออร์ นักวิทยาศาสตร์วิจัยอาวุโสจาก National Snow & Ice Data Center ได้อธิบายถึงลักษณะนี้ว่า “รอยขูดขีดเหล่านี้ก่อตัวขนานไปกับทิศทางการไหล ซึ่งท้ายที่สุดได้สร้างร่องและหุบเขาเล็ก ๆ บนยอดภูเขาน้ำแข็งที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการไหลของน้ำที่ละลาย”
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมหาศาลที่ขังอยู่บนยอดน้ำแข็งกลับกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการล่มสลายของภูเขาน้ำแข็งนี้ เพราะน้ำหนักของน้ำได้สร้างแรงกดดันจนน้ำแข็งเริ่มรั่วซึม และเกิดการแตกทะลุที่ขอบหรือที่เรียกว่า Blowout ทำให้น้ำจืดไหลทะลักลงสู่มหาสมุทรเบื้องล่าง สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า A23a อาจเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น
คริส ชูแมน นักวิทยาศาสตร์ผู้คร่ำหวอด กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมไม่คาดหวังว่า A23a จะอยู่รอดผ่านช่วงฤดูร้อนของซีกโลกใต้นี้ไปได้ มันยากที่จะเชื่อว่ามันจะไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้ว” ซึ่งฤดูกาลนี้จะนำพาอากาศที่อบอุ่นและท้องฟ้าที่แจ่มใสมาช่วยเร่งกระบวนการแตกตัวให้เร็วขึ้น
เครดิตภาพ: นาซ่า
กลไกการแตกสลายของยักษ์น้ำแข็งลูกนี้อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและฉับพลันเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เมื่อน้ำที่ละลายไหลลงสู่รอยแตกและแข็งตัวใหม่ มันจะทำหน้าที่เหมือนลิ่มที่งัดโครงสร้างน้ำแข็งให้แยกออกจากกัน ซึ่งไมค์ เมเรดิธ จาก British Antarctic Survey กล่าวว่า ภูเขาน้ำแข็ง A23a อาจจะกลายเป็นเศษน้ำแข็งละเอียด (mush) ภายในชั่วข้ามคืน
ปัจจุบันพื้นที่ของ A23a ลดลงเหลือเพียงประมาณ 1,182 ตร.กม. ซึ่งแม้จะยังใหญ่กว่านครนิวยอร์ก แต่ก็นับว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับขนาดเริ่มต้นที่เคยใหญ่ถึง 4,000 ตร.กม.
ดร. แอนดรูว์ เมเยอร์ส หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ที่ได้นำเรือวิจัยเข้าใกล้ภูเขาน้ำแข็งลูกนี้บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของมันว่า “มันน่าอัศจรรย์มากที่ได้เห็นภูเขาน้ำแข็งยักษ์ลูกนี้ด้วยตาตนเอง มันทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา”
แม้ว่าการจากไปของมันจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับเหล่านักวิจัย แต่ในวาระสุดท้าย A23a ก็ได้มอบของขวัญล้ำค่าให้แก่โลก ด้วยการปล่อยสารอาหารมหาศาลลงสู่มหาสมุทรในขณะที่มันละลาย การเดินทางของมันช่วยสร้างระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ที่เคยแห้งแล้ง และส่งผลดีต่อสิ่งมีชีวิตตั้งแต่พืชน้ำขนาดเล็กไปจนถึงเพนกวินและวาฬ
ลอร่า เทย์เลอร์ นักธรณีเคมี ได้อธิบายถึงความสำคัญนี้ว่า “เราทราบดีว่าภูเขาน้ำแข็งยักษ์เหล่านี้สามารถมอบสารอาหารให้กับแหล่งน้ำที่พวกมันไหลผ่าน และสร้างระบบนิเวศที่รุ่งเรืองในพื้นที่ที่เคยมีผลผลิตต่ำ”
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จาก A23a จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจบทบาทของน้ำแข็งต่อการหมุนเวียนคาร์บอนและสารอาหารในระดับโลกได้ดียิ่งขึ้น เหล่านักวิจัยต่างรู้สึกขอบคุณที่เทคโนโลยีดาวเทียมในปัจจุบันช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามทุกย่างก้าวของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างละเอียดตั้งแต่วันที่มันเริ่มเคลื่อนตัวจนถึงวันที่กำลังจะแตกสลาย
แม้ว่า A23a จะค่อย ๆ จางหายไป แต่ข้อมูลและแรงบันดาลใจที่มันทิ้งไว้จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อมหาสมุทรของเราสืบไป
ที่มา: CBS News, NASA, New Scientist, Oceanographic Magazine







