ในขณะที่หลายพื้นที่กำลังสัมผัส “อากาศเย็น” สัญญาณของฤดูที่น่าอภิรมย์ แต่ความจริงอีกด้านกลับโหดร้าย อากาศที่นิ่ง ลมที่สงบ และการเผาที่ไม่เคยหยุด คือสูตรสำเร็จของ “กับดักมรณะ PM2.5” ที่กำลังปิดล้อมประเทศไทยอย่างช้า ๆ
การคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละอองล่วงหน้า 7 วัน ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ระหว่างวันที่ 14–20 มกราคม 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญ การสะสมฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในวงกว้างแทบทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ที่ยังพอหายใจได้
ข้อมูลการคาดการณ์คุณภาพอากาศ 7 วันข้างหน้า ระบุแนวโน้มที่ดังนี้
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วง 14–20 มกราคม 2569 และยังต้องเฝ้าระวังหลายพื้นที่
- ภาคกลางและภาคตะวันตก เข้าสู่ช่วงเสี่ยงฝุ่นสะสม
- 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มค่าฝุ่นสูงขึ้นอีกครั้ง
- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคตะวันออก เผชิญทิศทางเดียวกัน
- ภาคใต้ ที่สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง
ฝุ่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายลง "ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่า ค่าฝุ่น PM2.5 จะสูงหรือต่ำไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์จากงานวิจัยและการเก็บตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี 4 ปัจจัยหลัก ที่หากเกิดครบเมื่อใด “ฝุ่นสูงแน่นอน”
- หนึ่ง แหล่งกำเนิดมลพิษจำนวนมาก: ฝุ่น PM2.5 เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน แก๊สโซลีน น้ำมันดีเซล ชีวมวล การเผาไม้ตอซัง ฟางข้าว เศษวัสดุทางการเกษตร การเผาในที่โล่ง รวมถึงไฟป่า ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่
- สอง อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส: เมื่อมวลอากาศเย็นแผ่ปกคลุมผิวดิน จะเกิดสภาวะอากาศปิด ทำให้ฝุ่นไม่ลอยตัวและสะสมใกล้ระดับการหายใจของมนุษย์
- สาม ลมอ่อนในแนวราบ: หากความเร็วลมต่ำกว่า 3 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การระบายอากาศจะล้มเหลว ฝุ่นจึงค้างสะสมและทวีความรุนแรง
- สี่ ความชื้นสัมพัทธ์สูง: ฝุ่น PM2.5 จะมีค่าสูงขึ้นเมื่อความชื้นอยู่ในช่วง 50–84% ขณะที่ช่วง 30–50% จะช่วยให้ฝุ่นตกลงมาได้มากกว่า
“ถ้าพื้นที่ใดมีแหล่งกำเนิดมลพิษมาก อุณหภูมิต่ำ ลมอ่อน และความชื้นเกิน 50% พร้อมกัน พื้นที่นั้นจะมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงมากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในเวลานี้ หลายพื้นที่ของประเทศไทยกำลังมี ครบทุกเงื่อนไข” ดร.สนธิ ระบุ
รัฐขยับเกมรับ สคพ.10 ถูกดันเป็นแนวหน้า
ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ฝุ่น "สุชาติ ชมกลิ่น" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ โดย สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 10 (สคพ.10) เป็นกลไกหลักในการติดตามและบูรณาการการทำงานกับพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการควบคุมจุดความร้อนซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของฝุ่น
ภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์หมอกควันไฟป่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569
"สุรินทร์ วรกิจธำรง" อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้มอบหมายให้ สคพ.10 เร่งประสานงานกับจังหวัดขอนแก่น ซึ่งกำลังเผชิญความเสี่ยงฝุ่นสะสมจากสภาพอากาศปิด
ในพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัดของ สคพ.10 กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม ออกประกาศห้ามเผาแล้ว ส่วนขอนแก่น และหนองบัวลำภู อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ
นอกจากนี้ สคพ.10 ยังร่วมประชุมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น (ทสจ.) และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด (ปภ.) เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและจัดทำประกาศห้ามเผาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นอย่างเร่งด่วน
12–18 ม.ค. ช่วงอันตราย ฝุ่นพร้อมระเบิด
รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศและจุดความร้อนระบุว่า ช่วงวันที่ 12–18 มกราคม 2569 เป็นช่วงเสี่ยงฝุ่นสะสมสูงจากสภาพอากาศปิด
รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นจึงสั่งการ ดังนี้
- ปภ.จังหวัด เร่งออกประกาศห้ามเผา
- ทสจ. ติดตามและรายงานจุดความร้อนเป็นรายวัน
- ประสานอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที
- รายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จังหวัดขอนแก่นเตรียมจัดประชุมติดตามการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในวันที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เป็นระบบและทันต่อสถานการณ์
วิกฤติ PM2.5 ครั้งแล้วครั้งเล่า สะท้อนความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ฝุ่นไม่ใช่ภัยธรรมชาติ แต่คือ ผลรวมของการเผา การปล่อย และการจัดการที่มาช้าเสมอ
คำเตือนมีล่วงหน้า งานวิจัยมีคำตอบครบ แต่ทุกปีประชาชนยังต้องใช้ปอดแลกกับความล่าช้า และหากการแก้ปัญหายังเป็นเพียง “การไล่ตามฝุ่น”





