‘เวเนซุเอลา’ ปล่อย ‘ก๊าซมีเทน’ มหาศาลจนดาวเทียมมองเห็น ผลจาก ‘ท่อน้ำมัน’ เสื่อมโทรม-ขาดการบำรุง

ภาพถ่ายดาวเทียมพบ “เวเนซุเอลา” ปล่อย “ก๊าซมีเทน” อันดับต้น ๆ ของโลก ผลจากโครงสร้างพื้นฐานด้าน “น้ำมัน” เสื่อมโทรมและขาดการบำรุงรุนแรง ทำให้มีอัตราเผาไหม้ก๊าซส่วนเกินสูงกว่าที่อื่น 10 เท่า
KEY
POINTS
- เวเนซุเอลากลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนอันดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่อน้ำมันเสื่อมโทรมอย่างรุนแรงจากการขาดการบำรุงรักษามานานหลายทศวรรษ
- ข้อมูลจากดาวเทียมยืนยันการรั่วไหลของก๊าซมีเทนปริมาณมหาศาลจากแท่นขุดเจาะและท่อส่งที่ชำรุด ซึ่งก๊าซชนิดนี้มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่า
- ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซมีเทนจากการผลิตพลังงานในประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 6 เท่า และยังสูญเสียก๊าซธรรมชาติสู่ชั้นบรรยากาศในอัตราที่สูงที่สุดในโลก
โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของ “เวเนซุเอลา” เสื่อมโทรมอย่างรุนแรง เพราะขาดการบำรุงรักษาและการลงทุนมาหลายทศวรรษ ส่งผลให้ประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกแห่งนี้ กลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซมีเทนที่รุนแรงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็น กลุ่มก๊าซมีเทนขนาดมหึมาที่พวยพุ่งออกมาจากแท่นขุดเจาะที่ถูกทิ้งร้าง ท่อน้ำมันที่ขึ้นสนิม และโครงสร้างพื้นฐานที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งนอกจากจะเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอย่างมหาศาล เนื่องจากก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 80 เท่าในช่วงเวลา 20 ปี
ปาชา มาห์ดาวี รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เซนตาบาร์บารา ได้อธิบายว่า ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่ที่ตัวบ่อน้ำมันเท่านั้น แต่ลามไปถึงระบบการจัดเก็บและการขนส่งทั้งหมดที่ถูกปล่อยปละละเลยมานานหลายปี “คุณมีคลังเก็บน้ำมันที่กำลังจมลงไปในดิน หัวบ่อน้ำมันที่แตกหัก และโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรมลงในทุกภาคส่วน”
ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ในปี 2025 ระบุว่า ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซมีเทนจากการผลิตก๊าซธรรมชาติในเวเนซุเอลาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 6 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเผาไหม้ก๊าซส่วนเกิน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยทั้งก๊าซพิษและสร้างมลพิษทางแสง ยังมีความเข้มข้นสูงกว่าระดับปรกติของโลกถึง 10 เท่า ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการจัดการพลังงานของเวเนซุเอลาขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรงในการดักจับก๊าซที่เป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำมัน
จากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ทรุดโทรมของเวเนซุเอลา
เครดิตภาพ: Kayrros SAS, processed L1B image from DLR's EnMAP
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ผ่านดาวเทียมที่ตีพิมพ์ใน Nature Communications ระบุว่า ก๊าซธรรมชาติราว 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 25% ของผลผลิตก๊าซทั้งหมดในเวเนซุเอลาสูญเสียไปสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก ไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ยังทำให้สูญเสียรายได้ที่อาจเกิดขึ้นถึง 1,400 ล้านดอลลาร์
น้ำมันดิบในเวเนซุเอลายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มลพิษรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็นน้ำมันดิบชนิดหนักมาก (Extra-heavy crude) ซึ่งมีความหนืดและมีกำมะถันสูง โดยดิเอโก ริเวรา ริโวตา นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้อธิบายถึงลักษณะของน้ำมันนี้ว่า “มันมีความหนาแน่นสูงมาก เลอะเทอะมาก จัดการยากมาก และยังมีกำมะถันสูง ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่ามันต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงกว่า ใช้พลังงานมากกว่า และส่งผลให้มีการปล่อยคาร์บอนเข้มข้นกว่าน้ำมันประเภทอื่น”
ในตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเข้ามาควบคุมการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา ยิ่งทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมถูกยกขึ้นมาถกเถียงในวงกว้าง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐ จะอ้างว่าการเข้าไปลงทุนจะช่วยปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกลับกังวลว่าความพยายามเพิ่มการผลิตอย่างรวดเร็วเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาจทำให้ความสำคัญด้านการควบคุมมลพิษถูกลดระดับลง และส่งผลให้ความเสียหายทางนิเวศวิทยาที่สะสมมานานหลายทศวรรษเลวร้ายลงกว่าเดิม
หากจะฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมามีกำลังการผลิตเหมือนในอดีตที่ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเคลย์ตัน แนช ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ของ Tegre Corp. กล่าวเตือนว่า นักลงทุนอาจต้องเผชิญกับระเบิดเวลา “คุณจะไม่รู้เลยว่าสิ่งต่าง ๆ แย่แค่ไหนจนกว่าคุณจะเร่งการผลิตขึ้น”
หากต้องผลิตน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่แย่อยู่แล้วอาจพังทลายลงทันที ซึ่งจะนำไปสู่การรั่วไหลของน้ำมันและก๊าซที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม
นอกจากนี้ ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากการเพิ่มกำลังการผลิตนั้นมหาศาล หากเวเนซุเอลาเพิ่มการผลิตน้ำมันได้อีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 360 ล้านเมตริกตันต่อปี และหากเพิ่มไปถึง 1.5 ล้านบาร์เรล การปล่อยก๊าซจะสูงถึง 550 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเกือบครึ่งประเทศสหรัฐ
ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงแค่ฝั่งของการผลิตเท่านั้น ยังไม่รวมถึงมลพิษที่จะเกิดขึ้นเมื่อน้ำมันเหล่านั้นถูกนำไปเผาไหม้โดยผู้บริโภคในขั้นตอนสุดท้าย
ขณะเดียวกัน พื้นที่แหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความเปราะบางสูง ทำให้ผลกระทบของการรั่วไหลให้รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณ “โมริชาเลส” (Morichales) พื้นที่ชุ่มน้ำแบบบึงปาล์ม ที่เป็นพื้นที่น้ำเคลื่อนที่ช้า ทำให้สารปนเปื้อนตกค้างอยู่ในระบบนิเวศเป็นเวลานานและทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำอย่างฝังรากลึก
เวเนซุเอลามีอัตราการตัดไม้ทำลายป่าที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่ง ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 16.25 ล้านไร่ ขณะที่ทะเลสาบมาราไกโบ กลายเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่ปนเปื้อนน้ำมันหนักที่สุดในโลก ส่งผลกระทบต่ออุทยานทางทะเลและแนวปะการังที่สำคัญ เนื่องจากมีแท่นขุดเจาะที่สนิมกัดกร่อน และเครือข่ายท่อน้ำมันที่แตกร้าวนับหมื่นกิโลเมตรจมอยู่ใต้น้ำ น้ำมันดิบที่รั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องได้เปลี่ยนน้ำในทะเลสาบให้กลายเป็นสีดำ และปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมันเหนียวหนึบ
เดโบราห์ กอร์ดอน จากโครงการ Climate Intelligence ของ RMI ได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่า “อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาไม่เพียงแต่ต้องการการยกเครื่องใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องการการจัดการและการกำกับดูแลการปฏิบัติงานอย่างระมัดระวังไปอีกนานในอนาคต” พร้อมเน้นย้ำว่า แม้จะสามารถหยุดการรั่วไหลของก๊าซได้ แต่น้ำมันชนิดหนักพิเศษในบริเวณลุ่มแม่น้ำโอริโนโก ก็จะยังคงเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญอยู่ดี
รายงานจาก Global Witness ยังชี้ให้เห็นว่า ระบบน้ำมันของเวเนซุเอลามีการบำรุงรักษาที่ย่ำแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ท่อส่งน้ำมันและคลังเก็บน้ำมันที่เก่าแก่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากการถูกขโมยอุปกรณ์และการขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ สภาวะเช่นนี้ทำให้การควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทนทำได้ยากยิ่งขึ้น เพราะรูรั่วสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาในระบบที่เปราะบางเกินกว่าจะรับแรงดันมหาศาลได้อีกต่อไป
การที่เวเนซุเอลากลายเป็นจุดศูนย์กลางของการปล่อยก๊าซมีเทนโลก จึงเป็นภาพสะท้อนของความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากร ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างความมั่งคั่งให้แก่ชาติ
ในขณะที่นานาชาติกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การดึงดันที่จะชุบชีวิตอุตสาหกรรมน้ำมันที่มีมลพิษสูงและเสื่อมโทรมเช่นนี้ ย่อมเป็นความเสี่ยงที่เดิมพันด้วยอนาคตของสภาพภูมิอากาศโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ที่มา: Bloomberg, Bloomberg 1, Japan Today





