'ปุ๋ยลดโลกร้อน' เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมสู่ Net Zero ลดคาร์บอน

เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ระบบอาหารทั่วโลกจึงต้องขยับตัวครั้งใหญ่ มีการขยายโครงการความร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้ "ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ"
KEY
POINTS
- PepsiCo และ Yara ร่วมมือกันใช้ "ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ" และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม
- โครงการนำร่องในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งประสบความสำเร็จ สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงสุดถึง 40% โดยไม่กระทบต่อผลผลิต
- ปุ๋ยคาร์บอนต่ำผลิตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน ควบคู่กับการเกษตรแม่นยำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย
- ประเทศไทยเริ่มปรับตัวสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ โดยภาครัฐและเอกชนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชนิดนี้ในพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว อ้อย และข้าวโพด
เมื่อโลกเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ระบบอาหารทั่วโลกจึงต้องขยับตัวครั้งใหญ่ ล่าสุดสองยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง PepsiCo และ Yara มีการขยายโครงการความร่วมมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม โดยเน้นการใช้ "ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ" (Low-Carbon Fertilizer) ควบคู่กับเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยไอเสียได้สูงสุดถึง 40% โดยไม่กระทบต่อผลผลิต
หัวใจสำคัญ ทำไมต้องเป็น "ปุ๋ย"
แม้ปุ๋ยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงประชากรโลกเกือบครึ่งหนึ่ง แต่กระบวนการผลิตปุ๋ยเคมีแบบดั้งเดิมกลับมีการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่
- การผลิตปุ๋ยสะอาด: ใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และพลังงานหมุนเวียนในการผลิตแอมโมเนีย
- เกษตรแม่นยำ: ใช้การตรวจวัดดินและข้อมูลดิจิทัลเพื่อช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Nitrogen Use Efficiency)
จากยุโรปสู่ละตินอเมริกา โมเดลที่ทำซ้ำได้ทั่วโลก
ภายในกลางปี พ.ศ. 2568 โครงการนี้ได้ขยายตัวจากยุโรปเข้าสู่กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา เช่น เม็กซิโก โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา โดยมุ่งเน้นที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูก "มันฝรั่ง" ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ PepsiCo ผลลัพธ์เบื้องต้นน่าทึ่งมาก เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 20-40% ต่อตันผลิตผล
มาร์กาเร็ต เฮนรี รองประธานฝ่ายเกษตรยั่งยืนของ PepsiCo กล่าวว่า ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้พวกเขาสามารถขยายผลเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ลดการปล่อยก๊าซ และสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ชุมชนเกษตรกรรม"
ส่องบริบทไทย "ปุ๋ยลดโลกร้อน" ในบ้านเราไปถึงไหนแล้ว
ข้อมูลการขับเคลื่อนเกษตรคาร์บอนต่ำ กรมการข้าว และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ประเทศไทยในฐานะ "ครัวของโลก" เริ่มมีการขยับตัวในทิศทางเดียวกับโมเดลของ PepsiCo และ Yara เช่นกัน โดยมุ่งเน้นไปที่การทำเกษตรคาร์บอนต่ำเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
- ความเคลื่อนไหวของ Yara ในไทย: ยารา ประเทศไทย ได้เริ่มรณรงค์เรื่องการใช้ปุ๋ยที่มีค่า Carbon Footprint ต่ำ และนำเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแอปพลิเคชัน "FarmGo" มาใช้เพื่อช่วยเกษตรกรชาวไร่อ้อยและข้าวโพดในการคำนวณการใช้ปุ๋ยที่แม่นยำ ลดการใช้เกินความจำเป็น
- นโยบายภาครัฐ: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกรมการข้าว ได้ผลักดันโครงการ "ข้าวรักษ์โลก" ซึ่งสนับสนุนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์
- ภาคเอกชนไทย: กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (SCG) และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) เริ่มมีการลงทุนในเทคโนโลยี Green Ammonia และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี พ.ศ. 2593
บทเรียนสำคัญเพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบอาหาร
การเปลี่ยนแปลงระบบอาหารนั้นมีความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก จึงมีบทเรียนสำคัญดังนี้
- สัญญาจัดซื้อต้องชัดเจน: ธุรกิจปลายน้ำต้องยืนยันรับซื้อผลผลิตคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ผู้ผลิตปุ๋ยกล้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่
- ความรู้สำคัญกว่าตัวผลิตภัณฑ์: การขายปุ๋ยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมาพร้อมคำแนะนำด้านเทคนิคและการตรวจวัดสภาพดิน
- ข้อมูลต้องโปร่งใส: ระบบติดตามดิจิทัลช่วยให้การคำนวณคาร์บอนเครดิตมีความน่าเชื่อถือ
- ความเท่าเทียมของเกษตรกร: การเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในราคาที่เหมาะสม
ก้าวต่อไป หากโมเดลความร่วมมือระหว่าง PepsiCo และ Yara นี้ถูกนำไปปรับใช้ในวงกว้าง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุณหภูมิโลก แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนให้แก่ประชากรโลกในอนาคต
ที่มา : Yara International ASA







