ออสเตรเลียกำลังเผชิญหนึ่งในคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่ออุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ วิกตอเรีย นิวเซาท์เวลส์ และเซาท์ออสเตรเลีย เมืองใหญ่อย่างเมลเบิร์นบันทึกอุณหภูมิสูงแตะราว 41 องศาเซลเซียส สำนักงานอุตุนิยมวิทยา (BOM) ได้เตือนว่าอาจเป็นคลื่นความร้อนที่ "รุนแรงที่สุด" ในรอบ 6 ปี ในภูมิภาคนี้ของออสเตรเลีย
รายงานสรุปสภาพภูมิอากาศประจำปี ระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายปีและอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยรายปีของทุกรัฐ รวมถึงดินแดนทางเหนือ ล้วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ แม้ออสเตรเลียจะเริ่มต้นปีภายใต้รูปแบบภูมิอากาศลานีญา แต่ความร้อนที่แผ่ปกคลุมอย่างกว้างขวางผิดฤดูกาลในช่วงปลายปี ได้ดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศเพิ่มสูงขึ้น
คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมต่อเนื่องหลายวันได้จุดชนวนให้เกิด สภาพไฟป่ารุนแรงขั้นวิกฤติไฟป่าลุกลามกินพื้นที่หลายแสนเฮกตาร์ในรัฐวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างจำนวนหนึ่งถูกเผาทำลาย ประชาชนในหลายชุมชนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ท่ามกลางคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ว่าความร้อนจัด ลมแรง และความแห้งแล้ง คือปัจจัยผสมที่ทำให้ไฟป่าควบคุมได้ยากและอาจลุกลามซ้ำในหลายจุด
ซูเปอร์ฮีท สภาพภูมิอากาศแปรปรวน
"ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์" นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เมลเบิร์นซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย มักถูกจดจำในฐานะเมืองที่มีอากาศค่อนข้างเย็น แต่ภาพที่เกิดขึ้นในขณะนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่ออุณหภูมิพุ่งสูงถึงราว 41 องศาเซลเซียส
แม้ออสเตรเลียจะอยู่ในซีกโลกใต้และกำลังอยู่ในฤดูร้อน แต่อุณหภูมิระดับดังกล่าวถือว่าสูงผิดปกติอย่างยิ่ง หากเทียบกับสภาพภูมิอากาศตามปกติของเมลเบิร์นในเดือนมกราคม ซึ่งโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วงประมาณ 16–26 องศาเซลเซียส ความร้อนที่พุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดจึงสะท้อนถึงภาวะสภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างชัดเจน
"ผศ.ดร.ธรณ์" ระบุว่า ขณะนี้ออสเตรเลียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระดับรุนแรงหรือ “ซูเปอร์ฮีท” สภาพอากาศร้อนจัดถึงขั้นทำให้สัตว์ในสวนสัตว์ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
ความร้อนสุดขั้วดังกล่าวยังมาพร้อมกับความเสี่ยงจากไฟป่า ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นเป็นหย่อม ๆ ในหลายพื้นที่ เนื่องจากอุณหภูมิสูงและความแห้งแล้งทำให้เชื้อไฟสะสมอย่างรวดเร็ว
ผลสะสมจากการกระทำของมนุษย์
"ผศ.ดร.ธรณ์" ชี้ว่า ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอย่างรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ เหตุไฟป่าครั้งประวัติศาสตร์ที่คร่าชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมาก รวมถึงเหตุแพลงก์ตอนบลูมขนาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้สัตว์น้ำตายเกลื่อนชายฝั่งจนต้องประกาศเป็นภัยพิบัติระดับชาติ
เพียงไม่กี่วันหลังเข้าสู่ปีใหม่ โลกกลับเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วในสองขั้วตรงข้าม เมื่อยุโรปเจอคลื่นความหนาวเย็น ขณะที่ออสเตรเลียต้องรับมือกับคลื่นความร้อนอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนความผันผวนของระบบภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ผศ.ดร.ธรณ์ บอกด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลสะสมจากการกระทำของมนุษย์ที่กดดันธรรมชาติมาเป็นเวลานาน และขณะนี้โลกกำลังตอบสนองกลับอย่างรุนแรง บทเรียนสำคัญคือ มนุษยชาติต้องตั้งการ์ดให้มั่น ปรับตัวอย่างรอบคอบ และเตรียมรับมือกับโลกที่ร้อนและผันผวนยิ่งขึ้น เพราะนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายที่กำลังจะตามมาเท่านั้น
ค้างคาวแม่ไก่ หลายพันตัวตายจากภาวะร้อน
ผลกระทบจากความร้อนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต่อมนุษย์ แต่ยังสร้าง ความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ พบเหตุการณ์การตายเป็นจำนวนมากของค้างคาวแม่ไก่ (flying foxes) หลายพันตัวจากภาวะร้อนจัดต่อเนื่อง เหตุการณ์ดังกล่าวถูกจัดว่าเป็น “การตายหมู่” ของสัตว์ป่าที่สะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศต่ออุณหภูมิสุดขั้ว ซึ่งนักอนุรักษ์เตือนว่าอาจส่งผลระยะยาวต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสมดุลของธรรมชาติ
ระบบสาธารณสุขเผชิญแรงกดดัน
ขณะเดียวกัน ระบบสาธารณสุขของออสเตรเลียกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โรงพยาบาลและห้องฉุกเฉินหลายแห่งมีผู้ป่วยจากอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดน้ำ ฮีตเอ็กซ์ฮอสชัน (heat exhaustion) ไปจนถึงฮีตสโตรก (heatstroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ความท้าทายยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออุณหภูมิในเวลากลางคืนยังคงสูงผิดปกติ ทำให้ร่างกายของประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับการฟื้นฟูจากความร้อนในช่วงกลางวัน
ทำไมออสเตรเลียจึงร้อนจัดผิดปกติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คลื่นความร้อนรุนแรงต่อเนื่องหลายวัน โดยบางพื้นที่มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงเกิน 45 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายวัน ซึ่งถือเป็นระดับความรุนแรงที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ในภาพใหญ่ ออสเตรเลียกำลังเผชิญ แนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นในระยะยาว โดยปีหลัง ๆ รวมถึงปี 2024 และ 2025 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโลกที่อุ่นขึ้นกำลังทำให้คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งอย่างออสเตรเลีย
ไม่เพียงเมืองใหญ่เท่านั้นที่เผชิญสถิติใหม่ พื้นที่นอกเขตเมืองและพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งก็ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเช่นกัน อีกทั้งอุณหภูมิในช่วงกลางคืนที่ไม่ลดลงตามปกติ ยังทำให้ประชาชนแทบไม่มีช่วงเวลาพักจากความร้อน ส่งผลสะสมต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต
แม้คลื่นความร้อนรอบนี้จะถูกมองว่ารุนแรงมาก แต่ออสเตรเลียเคยเผชิญอุณหภูมิที่สูงกว่านี้มาแล้ว ในอดีตบางพื้นที่อย่างอูดนาดัตตาและออนสโลว์เคยบันทึกอุณหภูมิใกล้ระดับ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าประเทศนี้ยังมีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
คำเตือนด้านสุขภาพและความปลอดภัย
ทางการออสเตรเลียออกคำเตือนอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนดูแลตนเองอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด และหาที่พักในอาคารที่มีอากาศเย็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัว
ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขย้ำว่า อาการจากความร้อนอาจลุกลามอย่างรวดเร็ว หากมีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย สับสน หรือหมดสติ ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที เนื่องจากฮีตสโตรกเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
คลื่นความร้อนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงชั่วคราว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความท้าทายด้านภูมิอากาศที่ออสเตรเลียและโลกทั้งใบกำลังเผชิญ และย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวและรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิง: abc, Reuters, The Guardian





