'วงจรรีไซเคิล' มือถือเครื่องเก่าไปไหน จากขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่แร่หายาก

สมาร์ทโฟนเครื่องเก่าไม่ได้มีค่าแค่ขยะ เผยกระบวนการรีไซเคิลสุดล้ำดึงแร่ธาตุหายากกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบเต็มร้อย
KEY
POINTS
- เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถรีไซเคิลสมาร์ทโฟนเก่าเพื่อสกัดแร่ธาตุหายากและโลหะมีค่ากลับมาใช้ใหม่ได้สูงถึง 95% ช่วยลดผลกระทบจากการทำเหมืองแร่
- โครงการ MobileMuster ในออสเตรเลียเป็นตัวอย่างความสำเร็จ โดยสามารถกู้คืนวัสดุจากโทรศัพท์เก่า 109 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 85 ล้านบาท
- ประเทศไทยเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ปริมาณสูง และกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมาย (WEEE) เพื่อให้ผู้ผลิตรับผิดชอบนำซากผลิตภัณฑ์กลับมารีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
สมาร์ทโฟนเครื่องเก่าไม่ได้มีค่าแค่ขยะ เผยกระบวนการรีไซเคิลสุดล้ำดึงแร่ธาตุหายากกลับมาใช้ใหม่ได้เกือบเต็มร้อย ด้านโครงการ MobileMuster ในออสเตรเลียโชว์ผลงานปี 2567 กู้คืนวัสดุจากมือถือ 109 ตัน สร้างมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท ขณะที่ไทยเร่งผลักดันกฎหมายจัดการซากผลิตภัณฑ์ หลังพบขยะอิเล็กทรอนิกส์พุ่งสูงต่อเนื่อง
รีไซเคิลสมาร์ทโฟน เหมืองแร่ในเมืองที่มูลค่ามหาศาล
โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) แต่ในวิกฤตินั้นมีโอกาสทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ รายงานจาก World Economic Forum ร่วมกับ Oliver Wyman ในหัวข้อ "Nature Positive: Role of the Technology Sector" เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า สมาร์ทโฟนที่เราใช้กันอยู่ประกอบด้วยแร่ธาตุล้ำค่าและโลหะหายาก (Rare Earth Metals) หลายสิบชนิด
ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถ กู้คืนวัสดุจากโทรศัพท์ที่หมดอายุการใช้งานได้สูงถึง 95% ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการทำเหมืองแร่ใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ
กรณีศึกษา MobileMuster เปลี่ยนขยะเป็นทุน
ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนในปี พ.ศ. 2567 คือโครงการ MobileMuster จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งสามารถบริหารจัดการโทรศัพท์เก่าได้ถึง 109 ตัน และกู้คืนวัสดุกลับมาคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 85-90 ล้านบาท) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
ส่องสถานการณ์ในประเทศไทย ขยะอิเล็กทรอนิกส์พุ่ง แต่อัตราการเก็บกู้ยังต่ำ
สำหรับประเทศไทย ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
- ปริมาณขยะ: รายงานสถานการณ์มลพิษของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่าในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนประมาณ 4 แสนกว่าตันต่อปี โดยมี "สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต" เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีปริมาณซากสะสมสูงที่สุด
- อุปสรรคสำคัญ: ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าไทยยังขาดระบบการจัดเก็บที่เป็นระบบ ทำให้ขยะส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในบ้าน หรือขายให้กับซาเล้งซึ่งอาจนำไปแยกชิ้นส่วนอย่างผิดวิธีจนเกิดสารพิษตกค้าง
- ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ซึ่งใช้หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ให้ผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบในการนำซากผลิตภัณฑ์กลับมารีไซเคิล
รู้หรือไม่ การรีไซเคิลมือถือเพียง 1 ล้านเครื่อง สามารถกู้คืนทองคำได้กว่า 15 กิโลกรัม เงิน 350 กิโลกรัม และทองแดงอีกกว่า 15,000 กิโลกรัม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มหาศาลเมื่อเทียบกับการทำเหมืองใหม่
ภาคเทคโนโลยีกับความท้าทายด้านธรรมชาติ
การรีไซเคิลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา เพราะรายงานจาก World Economic Forum ยังย้ำเตือนว่าภาคเทคโนโลยีกำลังสร้างผลกระทบต่อโลกในมิติอื่นด้วย ทั้งการใช้น้ำมหาศาลในกระบวนการผลิตชิป และความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากการใช้งาน AI และ Data Center การก้าวสู่ "Nature Positive" หรือการเป็นบวกต่อธรรมชาติ จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งลงมือทำ







