'เกษตรสีเขียว' เมื่อความมั่นคงทางอาหาร-ลดคาร์บอนคือเป้าหมายเดียวกัน

โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการเลี้ยงปากท้องประชากรที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 พันล้านคนภายใน พ.ศ. 2593 ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
KEY
POINTS
- โมร็อกโกเป็นต้นแบบในการทำเกษตรสีเขียว โดยใช้พลังงานสะอาดผลิต "ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ" และ "แอมโมเนียสีเขียว" เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ประเทศไทยกำลังปรับตัวสู่การเป็น "ครัวโลกสีเขียว" โดยร่วมมือกับโมร็อกโกถ่ายทอดเทคโนโลยี Smart Agriculture และตั้งเป้าให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น
- ภาครัฐส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีรายได้ใหม่จาก "คาร์บอนเครดิต" ผ่านโครงการทำนาแบบเปียกสลับแห้งและสวนปาล์มยั่งยืน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ
โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการเลี้ยงปากท้องประชากรที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 9.8 พันล้านคนภายใน พ.ศ. 2593 ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่เป็นตัวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 1 ใน 3 ของโลก แต่ปัจจุบัน "โมร็อกโก" กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การผลิตอาหารเพิ่มขึ้นและการลดการปล่อยคาร์บอนสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้ ผ่านนวัตกรรม "ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ" และพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยกำลังนำมาประยุกต์ใช้เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
โมร็อกโก จากเหมืองฟอสเฟตสู่ขุมพลัง "ไฮโดรเจนสีเขียว"
โมร็อกโกไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกปุ๋ยฟอสเฟตรายใหญ่ 1 ใน 5 ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าของสำรองฟอสเฟตถึง 70% ของโลกอีกด้วย ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานและการบีบคั้นจากมาตรการทางภาษีคาร์บอน (CBAM) โมร็อกโกได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกต้องจับตา:
- ยักษ์ใหญ่ OCP และเป้าหมาย Net Zero 2583: OCP Group ผู้นำอุตสาหกรรมปุ๋ยของโมร็อกโก ประกาศทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเพิ่มการผลิตสู่ 20 ล้านตันภายในปี พ.ศ. 2570 แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือการมุ่งหน้าสู่ความพยายามลดคาร์บอนในทุกขั้นตอนการผลิต (Scope 1, 2, 3)
- นิคมอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน: ภายในปี พ.ศ. 2570 โรงงานผลิตปุ๋ยของโมร็อกโกจะใช้พลังงานสะอาด 100% จากแสงอาทิตย์และลม ซึ่งปัจจุบันกำลังขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าสีเขียวให้มากกว่า 1.2 กิกะวัตต์ (GW)
- ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสีเขียว: โมร็อกโกเริ่มใช้เทคโนโลยีการผลิต "แอมโมเนียสีเขียว" ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในปุ๋ยไนโตรเจน โดยเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นการใช้ไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ถือเป็น "ปุ๋ยไร้คาร์บอน" ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่
ประเทศไทย 2569 ก้าวสำคัญสู่เกษตรมูลค่าสูงคาร์บอนต่ำ
ในฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าแม่ปุ๋ยฟอสเฟตรายใหญ่จากโมร็อกโก ก็กำลังเร่งปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ครัวโลกสีเขียว" ตามแผนปฏิบัติราชการปี พ.ศ. 2568-2569:
1. ความร่วมมือไทย-โมร็อกโก เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่
ในปี พ.ศ. 2568 กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) ได้ขยายผลความร่วมมือไตรภาคีกับโมร็อกโก โดยจัดการฝึกอบรมระดับภูมิภาคเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี "Smart Agriculture" จากโมร็อกโกมาสู่กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของไทย โดยเน้นเรื่องการใช้ปุ๋ยแบบสั่งตัดและการกักเก็บคาร์บอนในดิน
2. ตลาดปุ๋ยไทยปี 2568-2569 จุดเปลี่ยนของปุ๋ยชีวภาพ
ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 ภาครัฐของไทยตั้งเป้าให้เกษตรกรเปลี่ยนมาใช้ "ปุ๋ยชีวภาพร่วมกับปุ๋ยเคมี" ในสัดส่วน 30:70 เพื่อลดการนำเข้าและลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2568 ความต้องการใช้ปุ๋ยในไทยจะอยู่ที่ประมาณ 4.7 - 5.7 ล้านตัน ท่ามกลางแรงกดดันจากการเพิ่มพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำ
3. รายได้ใหม่จาก "คาร์บอนเครดิต" ในนาข้าวและสวนปาล์ม
กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรได้เริ่มขยายโครงการ "นาข้าวลดโลกร้อน" (เปียกสลับแห้ง) และสวนปาล์มยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้จริง ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับโมเดล "Al Moutmir" ของโมร็อกโกที่คืนรายได้คาร์บอนเครดิตให้เกษตรกรถึง 50-80%
การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ไม่ควรแลกมาด้วยความอดอยากหรือต้นทุนเกษตรกรที่สูงขึ้น บทเรียนจากโมร็อกโกแสดงให้เห็นว่า "ความมั่งคั่งสีเขียว" เกิดขึ้นได้จริงหากมีการลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมและการสนับสนุนจากนโยบายรัฐที่เท่าเทียม
สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย การปรับตัวสู่มาตรฐานคาร์บอนต่ำไม่ใช่เพียงการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ "บัตรผ่าน" สู่ตลาดโลกที่คู่ค้าจะถามหาที่มาของอาหารทุกจานว่า "อาหารนี้ปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่"
ที่มา : OCP Group







