เกมเสี่ยง CCS Hub อ่าวไทย รัฐบาลรักษาการ ผูกอนาคตประเทศกับทางออกต้นทุนสูง

เกมเสี่ยง CCS Hub อ่าวไทย รัฐบาลรักษาการ ผูกอนาคตประเทศกับทางออกต้นทุนสูง

รัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS Hub) ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงและสร้างภาระผูกพันให้ประเทศในระยะยาว

KEY

POINTS

  • รัฐบาลรักษาการอนุมัติโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS Hub) ในอ่าวไทย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงและสร้างภาระผูกพันให้ประเทศในระยะยาว
  • เทคโนโลยี CCS ถูกวิจารณ์ว่ามีต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า เช่น การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนลดก๊าซเรือนกระจกของไทย (NDC 3.0)
  • มีความกังวลว่าโครงการนี้จะกลายเป็นข้ออ้างเพื่อยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป แทนที่จะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซได้ยากจริงๆ
  • การผลักดันนโยบายเกิดขึ้นก่อนที่จะมีกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว

ท่ามกลางแรงกดดันของวิกฤติโลกเดือดและเป้าหมาย Net Zero ที่ทั่วโลกต้องเร่งเดินหน้า เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) กำลังถูกผลักขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยี CCS เลือกพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเล ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พร้อมวาดภาพอนาคตว่าประเทศไทยอาจมีโครงสร้างพื้นฐาน CCS Hub ที่เริ่มเดินระบบได้ราวปี 2577

ไฟเขียว CCS Hub อ่าวไทย

“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors เปิดเผยว่า ในเชิงหลักการ การศึกษาความเป็นไปได้ของ CCS สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยากไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาอยู่ที่ วิธีการอธิบายต่อสาธารณะและลำดับการตัดสินใจเชิงนโยบาย

เมื่อรัฐบาลประกาศเร่งเครื่อง CCS ให้เป็น “หมุดหมายระดับชาติ” ก่อนที่กติกา กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลจะถูกออกแบบให้ชัดเจน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ไทยกำลังยก CCS ขึ้นเป็น “ทางออกหลัก” แทนที่จะเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” หรือไม่ และการตัดสินใจเช่นนี้กำลังทำให้มาตรการลดการปล่อยที่ถูกกว่า เร็วกว่า และน่าเชื่อถือกว่าซึ่งระบุไว้แล้วในแผน NDC 3.0 ต้องถูกเลื่อนลำดับความสำคัญออกไปหรือไม่

ความเสี่ยงยิ่งทวีคูณเมื่อพิจารณาบริบททางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งปี 2569 คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่รักษาการควรมีมาตรฐานความยับยั้งชั่งใจสูงเป็นพิเศษต่อการตัดสินใจที่สร้างภาระผูกมัดประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยติดกับดักเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาระงบประมาณ และความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลทางทะเลไปอีกหลายทศวรรษ

NDC 3.0 ชี้ชัด CCS แพงและคุ้มค่าน้อยกว่าทางเลือกอื่น

“ธารา" กล่าวด้วยว่า ข้อเท็จจริงเชิงนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ แผน NDC 3.0 ของไทยเองจัดลำดับความสำคัญไว้อย่างชัดเจนว่า CCS Hub เป็นมาตรการที่มีต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น

CCS/CCS Hub นอกชายฝั่งต้องใช้เงินลงทุนถึง 454.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในช่วงปี 2573–2578 คิดเป็นต้นทุน 56.84 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตัน CO₂

ในทางกลับกัน มาตรการยุติและเร่งปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด ใช้เงินลงทุนเพียง 66.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถลดการปล่อยได้ถึง 6 ล้านตัน CO₂ เทียบเท่า ด้วยต้นทุนเพียง 11.07 ดอลลาร์ต่อตัน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า หากเป้าหมายคือการลดการปล่อยอย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด ลำดับแรกควรทุ่มทรัพยากรไปยังมาตรการที่ “ลดได้มากกว่า ต่อเงิน 1 หน่วย และลดได้เร็วกว่า” ก่อนที่จะนำ CCS มาใช้ในวงจำกัดสำหรับภาคส่วนที่ไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ

การยก CCS ขึ้นเป็นมาตรการสำคัญระดับชาติ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกเครื่องมือทางเทคนิค แต่คือ การจัดลำดับความสำคัญทางการเมือง ที่อาจดึงทรัพยากร ความสนใจ และกำลังคนของรัฐออกจากมาตรการลดการปล่อยที่สมเหตุสมผลซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว

ข่าวเกี่ยวข้อง:

CCS กับบทบาท “ยืดอายุฟอสซิล”

“ธารา" บอกว่า คำเตือนในระดับภูมิภาคจากการประเมินปี 2568 ชี้ว่า โครงการ CCS จำนวนมากสามารถดักจับคาร์บอนได้จริงเพียงราว 50% หรืออาจต่ำกว่านั้น และคาร์บอนที่ดักจับได้ไม่น้อยถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล (Enhanced Oil Recovery: EOR)

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังเตือนว่าเส้นทางการลดการปล่อยที่พึ่ง CCS สูงในเอเชีย อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลภายในปี 2593 หากสมมติฐานด้านประสิทธิภาพถูกมองโลกสวยเกินจริง และยังไม่นับรวมการปล่อยมีเทนที่มักถูกมองข้าม ซึ่งเพียงพอที่จะทำลายความสอดคล้องกับความตกลงปารีส

หาก CCS ถูกออกแบบให้เป็น “สรณะ” แทนที่จะเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เทคโนโลยีนี้จะกลายเป็นใบอนุญาตให้ผลิตและใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป และยากที่จะจินตนาการว่าประเทศไทยจะยังคงอยู่บนเส้นทางเป้าหมาย 1.5°C ได้อย่างไร

ระบบไฟฟ้าไทย กับดักฟอสซิลที่ CCS อาจซ้ำเติม

การผลักดัน CCS Hub ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับแผนพลังงาน อุตสาหกรรม และสัญญาระยะยาวของประเทศ การวิเคราะห์ปี 2568 ของ BloombergNEF ระบุว่า ไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงถึงราว 50% มากกว่าระดับที่แนะนำทั่วไปที่ 15–20% ซึ่งมีแนวโน้มดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น อีกทั้งโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟระยะยาวแบบ take-or-pay ยังเสี่ยงล็อกการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว

เมื่อพิจารณาร่วมกับแนวคิดการพ่วง CCS เข้ากับไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า CCS จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อ ที่ยืดอายุฟอสซิล มากกว่าจะเป็นทางออกจากกับดักฟอสซิล และสังคมไทยอาจต้องจ่ายซ้ำซ้อน ทั้งค่าโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิล และค่าเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนที่มีต้นทุนสูง

กักเก็บคาร์บอนใต้ทะเล

“ธารา" อธิบายว่า การกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลจำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายล่วงหน้า ขณะที่กฎหมาย กฎระเบียบ และกลไกกำกับดูแลยังตามมาไม่ทัน

มติคณะรัฐมนตรีมอบหมายให้หน่วยงานหนึ่งทำหน้าที่ประสานการพัฒนากรอบกฎหมายและกลไกด้าน CCS ขณะที่อีกหน่วยงานเป็นเจ้าของโครงการศึกษาศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในอ่าวไทย ครอบคลุมทั้งการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนและการเจาะหลุมทดสอบ

อย่างไรก็ตาม การกักเก็บ CO₂ ใต้ทะเลไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค หากแต่เป็นประเด็นสาธารณะและกฎหมายที่ยังมีคำถามสำคัญรอคำตอบ ตั้งแต่ความรับผิดชอบระยะยาวกรณีการเคลื่อนย้ายหรือรั่วไหลของ CO₂ หลักประกันทางการเงินก่อนเริ่มอัดฉีดคาร์บอน ระบบติดตาม ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) ที่ต้องดำเนินต่อเนื่องยาวนาน ไปจนถึงผลกระทบต่อการประมง ระบบนิเวศทางทะเล และชุมชนชายฝั่ง รวมถึงความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลใต้ดินและใต้ทะเล และการมีผู้ประเมินอิสระเข้ามาตรวจสอบ

หากรัฐบาลเร่งเดินหน้าการสำรวจ ลดข้อจำกัดของกฎระเบียบที่อ่อนแออยู่แล้ว และขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยังไม่คลี่คลายคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน ย่อมเท่ากับการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูงและยากต่อการถอยกลับ จากการศึกษาความเป็นไปได้สู่การพัฒนาเป็นโครงการ ก่อนขยายตัวเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ที่แทบไม่อาจตั้งคำถามได้อีก

ขณะที่ NDC 3.0 ของไทยย้ำให้การมีส่วนร่วมของสาธารณะและผู้มีส่วนได้เสียเป็นหลักการสำคัญ การผลักดันเทคโนโลยี CCS ผ่านการบริหารจัดการเชิงนโยบายเป็นหลัก โดยยังขาดกรอบกฎหมายที่โปร่งใสและการอภิปรายในรัฐสภาอย่างรอบด้าน จึงสะท้อนความย้อนแย้งกับหลักความชอบธรรมที่ประเทศไทยประกาศยึดถือไว้เอง

เหตุผลเรื่อง CBAM ถูกขายเกินจริง

ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) มักอ้างว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยทำให้ประเทศไทยรับมือมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป แต่ CBAM ไม่ใช่เรื่องการสร้างภาพลักษณ์ แต่คือระบบปฏิบัติการที่อิงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ฝังอยู่ในสินค้าและผลิตภัณฑ์และตั้งแต่ปี 2569 จะเข้าสู่ช่วงที่มีภาระการชำระปรับราคาคาร์บอนมากขึ้นหลังจากช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ต้องมีการรายงาน

ยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยที่สุดต่อ CBAM ไม่ใช่การใช้ทางลัดด้วยการชดเชยคาร์บอนเครดิตหรือสร้างภาพแบรนด์สีเขียว แต่คือการลดคาร์บอนจริงในกระบวนการผลิตผ่านระบบไฟฟ้าหมุนเวียนที่สะอาด ประสิทธิภาพพลังงานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่วัดได้ ทวนสอบได้และอธิบายได้

หากรัฐบาลไทยต้องการให้ CCS มีบทบาทในอุตสาหกรรมที่เสี่ยงต่อมาตรการ CBAM จริง ก็ต้องสร้างโครงสร้างความน่าเชื่อถือก่อน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน MRV การเปิดเผยข้อมูล การทวนสอบอิสระ และความสอดคล้องกับกติกาบัญชีคาร์บอนระหว่างประเทศ

ซึ่ง NDC 3.0 ระบุชัดว่าหากจะใช้ความร่วมมือภายใต้ Article 6 ต้องยึดหลัก environmental integrity และมีเกณฑ์ระดับประเทศที่เข้มแข็งรวมถึงกระบวนการอนุมัติ การทำ corresponding adjustment และระบบทะเบียนกลางระดับชาติ

การบอกว่า CCS Hub เป็นทางลัดเพื่อความสามารถการแข่งขันโดยที่ไร้รากฐานธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งอาจทำให้ผู้ส่งออกเสี่ยงกว่าเดิม

รัฐบาลรักษาการควรทำอะไร

“ธารา"  เสนอทางออกสำคัญแก่รัฐบาลรักษาการ ที่อย่างน้อยที่สุดควรกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองสาธารณะก่อนที่จะมีขั้นตอนใด ๆ ที่สร้างภาระผูกมัดจริง เช่น

1. กฎทางเลือกสุดท้าย (last-resort rule) : อนุญาต CCS เฉพาะภาคกระบวนการที่ลดได้ยากจริง และตั้งข้อสันนิษฐานว่า ไม่นำมาใช้รวมในภาคไฟฟ้าเมื่อมีทางเลือกพลังงานหมุนเวียนและความยืดหยุ่นของระบบ

2. บททดสอบไม่ขยายฟอสซิล (no fossil expansion test) : ต้องไม่นำ CCS มาใช้เป็นเหตุผลรองรับการขยายโครงสร้างพื้นฐานฟอสซิลหรือสัญญาก๊าซฟอสซิลระยะยาว

3. ความรับผิดและหลักประกันทางการเงิน : กำหนดความรับผิดตลอดห่วงโซ่ และมีหลักประกันก่อนเริ่มกักเก็บคาร์บอน

4. MRV อิสระและความโปร่งใส : เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อสาธารณะ มีการทวนสอบโดยบุคคลที่สาม และภาระติดตามระยะยาวที่บังคับใช้ได้

5. กระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย : ชะลอการตัดสินใจที่ย้อนกลับยาก (จัดซื้อ จัดสรรเงินอุดหนุน การประกาศ “ฮับ” การให้สิทธิพิเศษที่สร้างเงื่อนไขให้มีการ lock-in) จนกว่าจะผ่านการเลือกตั้งและการพิจารณาของสภาอย่างเต็มรูปแบบ

“ธารา" ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการ Net Zero ที่น่าเชื่อถือ จำเป็นต้องยึดสิ่งที่ NDC เองระบุว่าได้พิจารณาจาก Global Stocktake ได้แก่ การเร่งขยายระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ปลดระวางถ่านหิน และเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นั่นคือการลดการปล่อยที่ต้นทางที่เร็ว ตรงและตรวจสอบได้

เราไม่ควรปล่อยให้ Interim Government เปลี่ยนการศึกษาความเป็นไปได้ (FS) ให้กลายเป็นชะตากรรมของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลและหลักฐานในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลกระบุชัดเจนตรงกันว่า เส้นทางที่พึ่ง CCS สูงนั้นทั้งแพง เสี่ยง และมีแนวโน้มกลายเป็นแผนต่ออายุฟอสซิลภายใต้ชื่อใหม่มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง