การยึดครอง “เวเนซุเอลา” ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานโลก เนื่องจากเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลที่สุดในโลกกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งทรัมป์แสดงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่งคั่ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยมองว่าการเข้าถึงน้ำมันราคาถูกเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมภายในประเทศ
เป้าหมายหลักของทรัมป์คือ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตเคยเป็นแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่ส่งออกไปยังโรงกลั่นในแถบอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงแสนยานุภาพบนเวทีโลก และการตัดกำลังคู่แข่งอย่างจีนที่เคยพึ่งพาน้ำมันจากประเทศนี้ แต่อุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมหาศาลเช่นกัน
น้ำมันดิบเวเนซุเอลาสกปรกที่สุดในโลก
น้ำมันดิบของเวเนซุเอลาขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมันที่ “สกปรก” ที่สุดในโลก เนื่องจากน้ำมันดิบส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำโอริโนโก (Orinoco Belt) เป็นน้ำมันดิบชนิดหนักพิเศษ (Extra-heavy crude) ที่มีความหนืด และเหนียวคล้ายกับกากน้ำตาลหรือยางมะตอย คุณสมบัติทางกายภาพนี้ทำให้มันมีปริมาณคาร์บอน และซัลเฟอร์สูงกว่าน้ำมันดิบทั่วไป ส่งผลให้กระบวนการสกัด และกลั่นทำได้ยาก และสร้างมลพิษมหาศาล เพราะความหนืดสูงทำให้น้ำมันไม่สามารถไหลออกมาจากหลุมได้เองตามธรรมชาติเหมือนน้ำมันชนิดเบา
กระบวนการขุดเจาะน้ำมันประเภทนี้จึงต้องใช้พลังงานสูงมาก โดยมักใช้วิธีฉีดไอน้ำ (Steam injection) ลงไปในแหล่งกักเก็บเพื่อให้น้ำมันคลายความหนืด และไหลออกมาได้ ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตไอน้ำส่วนใหญ่ได้มาจากการเผาไหม้ก๊าซธรรมชาติ
ปัจจุบันเวเนซุเอลามีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกน้อยกว่า 0.4% แต่การผลิตน้ำมันจากเวเนซุเอลาสามารถสร้างก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าการผลิตน้ำมันแบบดั้งเดิมถึง 3-4 เท่า
นอกจากความยากในการสกัดแล้ว การกลั่นน้ำมันที่มีซัลเฟอร์สูงเช่นนี้ยังต้องใช้เครื่องจักรเฉพาะทาง และกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าปกติ แม้ว่าโรงกลั่นในสหรัฐหลายแห่งจะถูกสร้างมาเพื่อรองรับน้ำมันชนิดนี้โดยเฉพาะ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองพลังงาน และสร้างมลพิษสะสมอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลชนิดนี้มีราคาที่ต้องจ่ายเป็นความเสียหายต่อชั้นบรรยากาศที่ยากจะฟื้นคืน
การเผาไหม้ก๊าซส่วนเกินในปริมาณมหาศาล
มีเทน ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในก๊าซธรรมชาติ เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงที่รั่วไหลออกมาจากการดำเนินงานด้านน้ำมัน และก๊าซ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยมีเทนโดยเจตนาที่โรงกลั่น พร้อมกับคาร์บอนไดออกไซด์ ในกระบวนการที่เรียกว่า “การเผาไหม้ก๊าซส่วนเกิน”
แม้ว่าอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาจะลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แต่การเผาไหม้ก๊าซส่วนเกินกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก เวเนซุเอลามีอัตราการปล่อยมีเทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 6 เท่า สาเหตุหลักมาจากการทุจริต การบริหารจัดการที่ผิดพลาด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่และขาดการซ่อมบำรุง ทำให้เกิดการรั่วไหลในระบบอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้
ตามรายงาน Global Gas Flaring Tracker Report ที่จัดทำโดยธนาคารโลก ระบุว่าในปี 2023 เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่เผาก๊าซส่วนเกินมากเป็นอันดับ 5 ของโลก และในปี 2025 เวเนซุเอลาปล่อยก๊าซทิ้งมากกว่า 40%
“ทะเลสาบมาราไกโบ” เป็นพิษจากน้ำมัน
“ทะเลสาบมาราไกโบ” หนึ่งในทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมน้ำมันในศตวรรษที่ 20 แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเพียง “ดินแดนรกร้างที่มีแต่มลพิษ” เมื่อทะเลสาบแห่งนี้เต็มไปด้วยแท่นขุดเจาะที่สนิมกัดกร่อน และเครือข่ายท่อน้ำมันที่แตกร้าวนับหมื่นกิโลเมตรจมอยู่ใต้น้ำ น้ำมันดิบที่รั่วไหลออกมาอย่างต่อเนื่องได้เปลี่ยนน้ำในทะเลสาบให้กลายเป็นสีดำ และปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมันเหนียวหนับ
โครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัย และขาดการลงทุนมานานหลายทศวรรษทำให้น้ำมันรั่วไหลกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน ระหว่างปี 2010-2016 มีรายงานการรั่วไหลมากกว่า 46,000 ครั้ง และหลังจากนั้นบริษัทน้ำมันของรัฐก็เลิกรายงานข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อปกปิดความล้มเหลว คราบน้ำมันเหล่านี้ได้ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ทั้งป่าชายเลน ปะการัง และสิ่งมีชีวิตทางน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์
นอกจากน้ำมันรั่ว ทะเลสาบยังเผชิญกับปรากฏการณ์เวอร์ดิน (Verdin) หรือการแพร่พันธุ์ของสาหร่ายพิษสีเขียวหนาทึบที่ปกคลุมผิวหน้าดินของทะเลสาบ สาหร่ายเหล่านี้เกิดจากการสะสมของไนโตรเจน และฟอสฟอรัสจากปุ๋ย น้ำเสีย และสารเคมีที่ถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ สารพิษจากสาหร่ายไม่เพียงแต่ทำให้ปลาตายจำนวนมาก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ที่อาศัยอยู่รอบชายฝั่ง
โฆเซ่ อูลาร์ ชาวประมงท้องถิ่น กล่าวว่า เดี๋ยวนี้ปลาไม่ว่ายเข้ามาใกล้ชายฝั่งเพราะสาหร่ายเหล่านี้ทำให้พวกมันสำลักน้ำ และตัวเขาเองยังต้องทนกับผื่นคันตามผิวหนังจากการสัมผัสน้ำที่มีการปนเปื้อนสูง จากที่เคยจับกุ้งได้ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัม แต่ในตอนนี้พวกเขาจับกุ้งได้แค่ไม่กี่กิโลกรัมหลังจากออกเรือไปหลายวัน
ทะเลสาบที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับล้านกำลังตายลงอย่างช้าๆ และไม่อาจฟื้นคืนกลับมาดังเดิมได้ตลอดกาล
ผลกระทบจากการทำลายป่า และการทำเหมือง
เมื่ออุตสาหกรรมน้ำมันเริ่มซบเซาลงเนื่องจากการขาดการลงทุน และมาตรการคว่ำบาตร รัฐบาลเวเนซุเอลาจึงได้หันไปพึ่งพาการทำเหมืองทองคำเพื่อสร้างรายได้ทดแทน สิ่งนี้ได้นำไปสู่การทำลายล้างป่าไม้อย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี 2016-2020 พื้นที่ป่าดิบชื้นกว่า 875,380 ไร่ถูกทำลายลง การทำเหมืองผิดกฎหมายได้รุกคืบเข้าไปในเขตพื้นที่คุ้มครอง และอุทยานแห่งชาติในภูมิภาคแอมะซอน สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่างประเมินค่าไม่ได้
“เนื่องจากแหล่งทองคำที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดถูกขุดไปหมดแล้ว การดำเนินงานจึงขยายเข้าไปในพื้นที่คุ้มครอง ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าครั้งใหญ่กว่า 1 ล้านไร่ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียถิ่นที่อยู่ของอุทยานแห่งชาติในเวเนซุเอลา และระบบนิเวศแอมะซอนในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ” ตามรายงานล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศที่ส่งไปยังรัฐสภา
การทำเหมืองเหล่านี้ยังมีการใช้สารปรอท และสารเคมีอันตรายอื่นๆ ในกระบวนการคัดแยกทองคำ ซึ่งส่งผลให้แหล่งน้ำ และแม่น้ำเกิดการปนเปื้อนอย่างรุนแรง สารพิษเหล่านี้สะสมอยู่ในตัวปลา และทำลายแหล่งน้ำดื่มของชุมชนท้องถิ่น ทำให้วิกฤติสิ่งแวดล้อมขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าพื้นที่ขุดเจาะน้ำมัน กลายเป็นวงจรการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจที่แลกมาด้วยความล่มสลายของระบบนิเวศ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับมามีกำลังการผลิตเท่าเดิม และต้องใช้เวลายาวนาน ข้อมูลจาก Rystad Energy บริษัทวิจัยด้านพลังงานอิสระ ระบุว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 185,000 ล้านดอลลาร์ และเวลาอีกกว่า 16 ปี เพื่อกู้คืนการผลิตให้ถึงระดับ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางภาวะตลาดโลกที่ราคาน้ำมันผันผวน และการก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด การลงทุนมหาศาลในน้ำมันที่มีมลพิษสูงเช่นนี้จึงดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน
ท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามปลดล็อกขุมทรัพย์น้ำมันของเวเนซุเอลาภายใต้การนำของทรัมป์ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่จะยิ่งทำให้โลกต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดช้าลง สุดท้ายแล้ววิกฤติสภาพภูมิอากาศโลกก็จะไม่ได้รับการแก้ไข
ที่มา: AP News, CNN, The Guardian, The New York Times
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





