กรีนแลนด์ ส่งสัญญาณอันตรายจากโลกร้อน โดมิโนตัวแรกของหายนะ น้ำทะเลท่วมเมือง

กรีนแลนด์ ส่งสัญญาณอันตรายจากโลกร้อน โดมิโนตัวแรกของหายนะ น้ำทะเลท่วมเมือง

กรีนแลนด์กำลังกลายเป็น "จุดพลิกผันของระบบภูมิอากาศโลก" ซึ่งการละลายของแผ่นน้ำแข็งอาจเป็นภาวะที่ย้อนกลับไม่ได้ หากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด คาดว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 7 เมตร

KEY

POINTS

  • กรีนแลนด์กำลังกลายเป็น "จุดพลิกผันของระบบภูมิอากาศโลก" ซึ่งการละลายของแผ่นน้ำแข็งอาจเป็นภาวะที่ย้อนกลับไม่ได้
  • หากแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายทั้งหมด คาดว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 7 เมตร ส่งผลให้เมืองชายฝั่งและพื้นที่ลุ่มต่ำจมอยู่ใต้น้ำ
  • นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียส อาจเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วและถาวร
  • สถานการณ์ที่กรีนแลนด์เป็นสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วน ให้ทั่วโลกต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตน้ำท่วมโลก

กรีนแลนด์ (Greenland) ดินแดนขั้วโลกเหนือซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกกล่าวถึงในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กลับกำลังกลายเป็นหนึ่งใน “จุดพลิกผันของระบบภูมิอากาศโลก” (Climate Tipping Points) ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงและใกล้แตะขีดอันตรายมากขึ้นทุกขณะ

“ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ตรงกันว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นถึง 3 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกจะหายไปเกือบทั้งหมด แต่ผืนน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ (Greenland Ice Sheet) ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกักเก็บน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก็จะเริ่มละลายอย่างรวดเร็วและอาจเข้าสู่ภาวะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

หากผืนน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายหมด แม้จะยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้แน่ชัด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกอาจสูงขึ้นถึง ประมาณ 7 เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศที่เป็นหมู่เกาะ เมืองชายฝั่ง และพื้นที่ลุ่มต่ำทั่วโลก เมืองใหญ่จำนวนมากอาจถูกน้ำทะเลท่วมถาวร ประชากรหลายร้อยล้านคนต้องอพยพ นี่คือหนึ่งในภาพสะท้อนของ “มหันตภัยโลกร้อน” ที่นักวิทยาศาสตร์เตือนมาอย่างยาวนาน

‘จุดพลิกผัน’ คืออะไร และอยู่ที่อุณหภูมิกี่องศา

คำถามสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบคือ อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกควรเพิ่มขึ้นอีกกี่องศา จึงจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และไม่อาจย้อนกลับได้ หรือที่เรียกว่า “จุดพลิกผัน” (Tipping Point)

การประชุมทางวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ซึ่งจัดโดยสำนักอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (UK Met Office) ที่เมืองเอ็กซิเตอร์ (Exeter) เมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้สรุปในเบื้องต้นว่า จุดพลิกผันของระบบภูมิอากาศโลกอาจอยู่ที่ราว 3 องศาเซลเซียส (5.4 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า อุณหภูมิระดับ 3 องศาเซลเซียสถือว่าสูงเกินกว่าที่ระบบโลกจะรับไหว เพราะเพียงระดับนี้ก็อาจเพียงพอให้ผืนน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายอย่างถาวร และหากอุณหภูมิสูงขึ้นไปมากกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงที่บางส่วนของ ผืนน้ำแข็งแอนตาร์กติก (Antarctic Ice Sheet) จะละลายและหลุดออกจากไหล่ทวีป ส่งผลให้ระบบภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น

ที่น่ากังวลคือ เมื่อผืนน้ำแข็งและระบบนิเวศขั้วโลกบางส่วนเปลี่ยนสภาพจาก แหล่งดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) ไปเป็น แหล่งปล่อยคาร์บอน (Carbon Source) วงจรโลกร้อนจะยิ่งเร่งตัวเองให้รุนแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ การประชุมที่เมืองเอ็กซิเตอร์จึงมีข้อสรุปร่วมกันว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก ไม่ควรเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส (3.6 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลของระบบภูมิอากาศโลก

จาก 1.5°C สู่ 2°C ความเสี่ยงที่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด

งานวิจัยด้านภูมิอากาศจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ความเสี่ยงและความเสียหายจากโลกร้อนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยโลกขยับจาก 1.5 องศาเซลเซียสไปเป็น 2 องศาเซลเซียส ไม่ใช่เพียงระบบใดระบบหนึ่ง แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ เช่น คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ความเสี่ยงภัยแล้งในระยะยาว ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และการล่มสลายของระบบนิเวศสำคัญอย่างแนวปะการัง

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส จึงถูกใช้เป็นเพดานที่ “ปลอดภัยกว่า” เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดผลกระทบที่รุนแรงและไม่อาจย้อนกลับได้

แม้หยุดปล่อยวันนี้ โลกก็ยังร้อนต่อไปอีกหลายทศวรรษ

อีกประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้าม คือ ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการปล่อยในแต่ละปี นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้โลกจะหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในวันนี้ ความเข้มข้นของก๊าซที่สะสมอยู่แล้วจะยังคงทำให้โลกอุ่นขึ้นต่อไปอีกหลายสิบปี

ก๊าซเรือนกระจกบางชนิด โดยเฉพาะ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สามารถคงอยู่ในบรรยากาศได้นานนับร้อยปี ทำให้การลดการปล่อยเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอ โลกจำเป็นต้องลดการปล่อยอย่างมากและรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า Deep Cut

นักวิทยาศาสตร์อุปมาว่า ระบบภูมิอากาศโลกเปรียบเสมือนอ่างน้ำ หากน้ำไหลเข้าเร็วกว่าน้ำไหลออก ระดับน้ำย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลดโลกร้อนจึงต้องเริ่มจากการ ลดอัตราการไหลของก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่เพียงชะลอการเพิ่มขึ้นเท่านั้น

3 เป้าหมายซ้อนทับ เพื่อหยุดโลกร้อน

ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายด้านภูมิอากาศอภิปรายถึงเป้าหมายหลัก 3 ประการที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก ได้แก่

  • การทำให้อุณหภูมิคงที่ (Stabilizing Temperature)
  • การทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงที่ (Stabilizing Emissions)
  • การทำให้ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกคงที่ (Stabilizing Concentrations)

แม้บางประเทศจะเริ่มทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกคงที่ได้แล้ว แต่ในระดับโลกยังไม่บรรลุเป้าหมายดังกล่าว และถึงแม้จะลดการปล่อยลงอย่างมาก โลกก็ยังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าความเข้มข้นของก๊าซจะเริ่มคงที่ และอีกหลายสิบปีกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะหยุดเพิ่มขึ้น

กรีนแลนด์ สัญญาณเตือนสุดท้ายของโลก

กรีนแลนด์จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่น้ำแข็งห่างไกล แต่เป็น สัญญาณเตือนสำคัญของระบบโลก ว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้เส้นแบ่งระหว่าง “การควบคุมได้” กับ “ความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศ”

หากโลกต้องการหลีกเลี่ยงอนาคตที่เต็มไปด้วยน้ำท่วม เมืองจมหาย และวิกฤตผู้ลี้ภัยทางภูมิอากาศ การลงมือทำอย่างจริงจังและเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือทางเลือกเดียวที่ยังเหลืออยู่